hostneverdie

weltrade

siamfocus

ตอนที่ 119 (บทความ) _ ไม่ได้เกิดมาเพื่อ...

ไม่ได้เกิดมาเพื่อ...
24 / 07 / 2558

     ไม่ได้เกิดมาเพื่อ... กับ ช่างแม่ง มันใกล้ๆกัน หรืออาจจะเหมือนกันก็ได้

     ผมเคยอ่านเจอบทความ หรือข่าว หรือเรื่องอะไรสักอย่างนี่แหละเมื่อนานมาแล้วครับ เนื้อหาประมาณว่า เจ้าอาวาสวัดบอกให้สามเณรทำอะไรสักอย่างนี่แหละ แต่แล้วสามเณรก็ทำพลาด สามเณรคิดว่าคงโดนเจ้าอาวาสโกรธ และทำโทษหนักแน่ๆ แต่พอสามเณรไปสารภาพกับเจ้าอาวาส เรื่องมันกลับผิดคาดครับ เจ้าอาวาสกลับใจเย็นแล้วบอกว่า "ฉันไม่โกรธเธอหรอก เพราะฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อโกรธ" แล้วเรื่องราวก็จบลงที่สามเณรรูปนั้นก็ทำอะไรสักอย่างนี่แหละอีกครั้งจนประสบผลสำเร็จครับ (นี่ขนาดจำไม่ได้นะเนี่ย)

     ตั้งแต่ผมอ่านจบ ผมก็จำประโยคที่ว่า "ไม่ได้เกิดมาเพื่อโกรธ" เอามาประยุกต์ใช้ในชีวิตเลยครับ ผมมองโลกในแง่ดีมากขึ้น ผมปลงมากขึ้น ผมใจเย็นมากขึ้น แต่ก็ใช่ว่ามันจะใช้ได้เสมอไปนะครับ เพราะมันก็มีอยู่หลายครั้ง ที่ความโกรธมันเอาชนะคำว่า ไม่ได้เกิดมาเพื่อโกรธได้

     อย่างที่ผมเกริ่นไปเมื่อเริ่มบทความนะครับว่า ไม่ได้เกิดมาเพื่อ... กับ ช่างแม่ง มันใกล้ๆกัน หรืออาจจะเหมือนกันก็ได้ ซึ่งผมก็จะขออธิบายตามความเข้าใจของผมดังนี้ ว่ามันใกล้กัน หรือเหมือนกันหรือไม่

     ขอเริ่มที่คำว่า ช่างแม่ง มันเป็นคำพูดที่ตรง และแรง เอาไว้ขจัดความโกรธ ความอยาก หรืออีกหลายๆความได้อย่างได้ผลมาก แต่คำว่าช่างแม่งเราจะไม่ได้คิดถึงผลดี ผลเสียตามมาสักเท่าไหร่ เป็นแค่คำพูดที่ทำให้เหตุการณ์นั้นๆรีบๆจบไปแค่นั้น เช่น เพื่อนเราโทรศัพท์ของเราพัง เราโกรธมากๆ แต่เราก็ช่างแม่งให้เรื่องมันจบๆไป แน่นอนว่าเรื่องมันจบทันที แต่อารมณ์โกรธก็อาจจะยังคงอยู่ เพียงแต่เราระงับมันอยู่นั่นเอง

     อีกสักตัวอย่างก็เช่น เราไปซื้อไส้กรอก แต่ไส้กรอกหมด เราอาจจะรู้สึกเสียใจ ผิดหวัง แต่เราก็ใช้คำว่าช่างแม่งให้มันจบๆไป เพื่อที่เราจะได้ปลง แล้วสบายใจ แต่เราก็อาจจะยังมีอารมณ์ผิดหวังอยู่ อาจจะมีอาการเซ็งๆ เดินกลับออกมาจากร้านไส้กรอก ซึ่งทั้ง 2 ตัวอย่างมันต่างกับ ไม่ได้เกิดมาเพื่อ...อยู่นิดนึงครับ แล้วมันก็ยังมีเหตุการณ์ที่คำว่าช่างแม่งใช้ไม่ค่อยได้อยู่ด้วย

     ต่อกันที่คำว่า ไม่ได้เกิดมาเพื่อ... คำๆนี้เป็นคนที่ให้อารมณ์ ความรู้สึกตรงกันข้ามกับคำว่าช่างแม่งอย่างสิ้นเชิง เพราะคำๆนี้มีความเบา และใจเย็นอยู่ในตัว ใครที่ใช้คำนี้บ่อยๆจะเป็นคนใจเย็นลง และคิดต่อไปข้างหน้าอย่างมีสติ ยกตัวอย่างเดียวกันกับคำว่าช่างแม่งเลยนะครับ เพื่อนทำโทรศัพท์เราพัง ถ้าเราคิดว่า ไม่ได้เกิดมาเพื่อโกรธ ไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้โทรศัพท์เครื่องนี้ เราจะใจเย็นลงมาก และคิดอย่างมีสติด้วย เราจะรู้สึกปลง แล้วก็คิดไปถึงการหาซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่มาใช้อย่างมีสติในทันที ต่างจากช่างแม่งที่พูดผ่านๆไป แต่สติอาจจะยังไม่มี อารมณ์โกรธก็อาจจะยังระอุอยู่ในใจก็เป็นได้

     ไปซื้อไส้กรอก แต่ไส้กรอกหมด เราก็คิดว่าวันนี้เราไม่ได้เกิดมาเพื่อกินไส้กรอก เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเสียใจผิดหวังนะ เราก็จะมีสติมากพอ อาจจะถามคนขายว่า หมดนานรึยัง ฉันมาช้าไปสินะ อะไรทำนองนี้ แล้วเราก็จะมีสติคิดถึงของกินอย่างอื่นแทนได้อย่างรวดเร็วมากกว่าตอนที่ใช้คำว่าช่างแม่ง ที่อารมณ์ผิดหวังยังแอบซ่อนอยู่ในใจ

     แล้วเหตุการณ์ที่คำว่า ช่างแม่ง ใช้ไม่ค่อยได้ก็คือ เหตุการณ์ที่เราต้องตัดสินใจนั่นเองครับ ซึ่งเหตุการณ์ที่ว่านี้คือ เหตุการณ์ที่ไม่ดีซะด้วย (เหตุการณ์ปกติๆในชีวิตประจำวันทีต้องตัดสินใจ บางทีช่างแม่งก็ใช้ไม่ได้จริงๆนะ แต่ตอนนี้ขอยกตัวอย่างเรื่องไม่ได้ๆละกัน) เช่น มีคนมาชวนให้เราลองเสพยา อยู่ๆเราคงไม่ช่างแม่ง แล้วปฏิเสธได้หรอกนะครับ ดีไม่ดีจะกลายเป็นว่า ลองก็ลองวะช่างแม่ง ซวยเลยนะครับ แต่ในเหตุการณ์แบบนี้เราใช้คำว่า ไม่ได้เกิดมาเพื่อเสพยา เราก็จะมีสติ แล้วปฏิเสธได้อย่างมีสติครับ

     หรือว่าเราดันมีโอกาสพาเพื่อนสาวที่เมาไม่ได้สติกลับไปส่งที่ห้อง แล้วเราได้เห็นภาพเพื่อนสาวนอนหลับไม่ได้สติอยู่บนเตียงด้วยสภาพที่แบบว่า...(ชวน 18+ ซะงั้นแหละ) เราเกิดอารมณ์อยากจะปล้ำเพื่อนสาวมาก สมองเราคิดว่า 'ปล้ำดีมั้ย เอ๊ะหรือว่าไม่ดีกว่า เอ๊ะหรือว่าดี โอกาสแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆนะ ดูสิ หลับไม่ได้สติเลย นอนแบบ...(ไปคิดกันเอาเอง) เอาไงดีๆๆ ช่างแม่งเหอะ ไม่ปล้ำดีกว่า' แล้วก็เดินกลับออกไปเลย ผมคิดว่ามันไม่น่าจะคิดแบบนั้นได้นะครับ ที่อยู่ๆคนเราจะช่างแม่งกันดื้อๆ (ถึงแม้มันจะเป็นไปได้ก็เถอะ) หรือดีไม่ดีก็จะเหมือนเหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างที่แล้ว 'เพื่อนก็เพื่อนวะ ช่างแม่ง ปล้ำเลยละกัน โอกาสแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ เดี๋ยวเช้ามาค่อยเคลียร์ แต่ตอนนี้กูขอ...(ไปคิดเอาเองอีกสักครั้ง)' ก็จะกลายเป็นเรื่องเป็นราวได้ในวันถัดไป

     แต่ถ้าเราใช้คำว่า ไม่ได้เกิดมาเพื่อปล้ำเพื่อนนะ เราก็จะมีสติ หลุดพ้นจากอารมณ์ที่อยากจะปล้ำเพื่อน แล้วก็อาจจะกลายเป็นอารมณ์ห่วงเพื่อนแทนขึ้นมาก็ได้ แล้วเรื่องที่แย่ๆก็จะไม่เกิดขึ้น

     คำว่า ไม่ได้เกิดมาเพื่อ... ต้องใช้ให้ถูกเรื่องด้วยนะครับ ถ้าใช้ไม่ถูกเรื่องเนี่ย ชีวิตอาจจะแย่ลงก็ว่าเดิมได้ เช่น ไม่ได้เกิดมาเพื่อเรียนหนังสือ ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงาน ไม่ได้เกิดมาเพื่อกิน อะไรทำนองนี้ ถ้านำไปใช้แบบนี้ ชีวิตบัดซบเลยนะครับ

     เอาเป็นว่า ไม่ได้เกิดมาเพื่อ... กับ ช่างแม่ง มีผลดีทั้งคู่แหละครับ เพราะมันทำให้เรื่องแย่ๆไม่ค่อยจะเกิดขึ้น นั่นก็เพราะเราชิงจบมันก่อนที่เรื่องแย่ๆจะเกิดขึ้นไงครับ หัดใช้กันบ่อยๆนะครับ เพื่อตัวเราเอง ใช้มันทีเดียวทั้งคู่เลยก็ได้ "ช่างแม่ง เราไม่ได้เกิดมาเพื่อโกรธ" อะไรประมาณนี้ แต่ก็อย่าใช้เยอะเกินไปจนกลายเป็นคนไม่เอาอะไรในชีวิตเลยนะครับ

ตอนที่ 118 (บทความ) _ ว่าด้วยเรื่องของ "เพื่อน"

ว่าด้วยเรื่องของ "เพื่อน"
22 / 07 / 2558

     ก่อนอื่นเลยที่ท่านจะอ่านบทความนี้ ผมคงต้องขอถามก่อนว่า ท่านมีเพื่อนเยอะ หรือมีเพื่อนน้อย

     ถามว่าแบบไหนเรียกว่าเยอะ แบบไหนเรียกว่าน้อย อืม...ผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันนะครับ น่าจะประมาณว่าถ้าเป็นคนเพื่อนเยอะ เวลาไปไหนมาไหนก็จะเจอแต่คนรู้จักล่ะมั้ง แล้วก็มีคนชวนไปที่โน้น ที่นี่ ที่นั่นบ่อยๆล่ะมั้งครับ ถ้าเป็นคนเพื่อนน้อยก็ต้องตรงกันข้ามกับคนเพื่อนเยอะไงครับ ไปไหนก็ไม่ค่อยมีคนรู้จัก คนชวนไปไหนมาไหนก็ไม่มี น่าจะประมาณนี้ล่ะมั้งครับ

     สำหรับตัวผมเองน่าจะจัดอยู่ในประเภทเพื่อนน้อยได้ล่ะครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าน้อยซะจนไม่มีใครรู้จักนะครับ อยู่ในที่ทำงานก็ยังพอมีคนรู้จักผมอยู่บ้าง แต่จะไม่ค่อยมีใครชวนไปไหน ผมเลยขอยกตัวเองเข้าในพวกเพื่อนน้อยซะเลย

     แต่เอาจริงๆจากความรู้สึกของผมแล้ว ผมว่าผมมีเพื่อนน้อยจริงๆแหละหากจะเทียบกับคนที่มีเพื่อนเยอะนะ เวลาไปไหนกับคนเพื่อนเยอะ รู้สึกอิจฉาเขาเหมือนกันนะครับ เดี๋ยวก็มีคนทัก เดี๋ยวก็มีคนคุยด้วย เดี๋ยวก็เจอคนรู้จัก (คนทัก คนคุยด้วย คนรู้จัก อาจจะไม่นับเป็นเพื่อน แต่สำหรับคนเพื่อนน้อย มันอาจจะมีความรู้สึกอิจฉาได้นะ) ขนาดทำงานกันคนละอย่าง คนละหน้าที่ มันยังมีความสามารถรู้จักกันได้ เป็นเพื่อนกันได้เลย ผมนับถือมันเลย

     แต่หากย้อนมาดูตัวเองมาคิดว่า เฮ้ย ทำไมเรามีเพื่อนน้อย ก็จะพบคำตอบล่ะครับ ขอสรุปโดยรวมๆเลยว่า สันดานเรามันรักสงบ รักสันโดษ ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง ชอบปิดทองหลังพระ เมื่อรู้เช่นนี้แล้วก็อิจฉาคนที่มีเพื่อนเยอะได้ แต่อย่าพยายามทำตาม เพราะมันอาจทำให้เราเสียความเป็นตัวเองไป แถมจะหงุดหงิดชีวิตไม่มีความสุขเอาได้

     ทีนี้มาลองแตกประเด็นจากข้อสรุป หรือสันดานดูกันต่อ ว่าทำไมเราเพื่อนน้อย ความรักสงบ รักสันโดษ แน่นอนว่าย่อมไม่อยากให้ใครเข้ามายุ่งในชีวิตประจำวันมากนัก เช่น บางทีเราอยากอ่านหนังสือ เพื่อนดันมาชวนไปเที่ยว, บางทีเราอยากนอน เพื่อนก็ดันมาชวนไปกิน, บางทีเราอยากกินง่ายๆข้างทาง เพื่อนก็ดันมาชวนไปกินบนห้าง หรือบางทีเราอยากซื้อของถูกๆ เพื่อนก็ชวนซื้อของแพงๆ อะไรแบบนี้เป็นต้น นี่แหละครับคือสาเหตุที่ทำให้เรามีเพื่อนน้อย เพราะเรารักสันโดษ เราอยากทำอะไรที่มันสงบๆ ยกเว้นแต่จะเจอเพื่อนที่คล้ายๆกัน แบบนั้นเป็นเพื่อนสนิทอยู่กันยาวๆ

     ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง อันนี้ก็เป็นสาเหตุที่ใหญ่มิใช่น้อย เอาง่ายๆในชีวิตประจำวัน อยากกินข้าว ทำไงครับ ก็ไปหากินเอง กินคนเดียวด้วยไม่ชวนใคร ประเภทที่จะให้เพื่อนซื้อให้หน่อย ฝากเพื่อนซื้อ หรือชวนเพื่อนไปกินด้วยกัน เป็นอะไรที่ยากเอาเรื่องเลย จะเดินทางไปไหนสักแห่ง ก็จะหาทางไปเอง ไม่ขอให้ใครมาช่วย ยกเว้นจะจำเป็นจริงๆ อะไรอีกล่ะ...คิดไม่ออกแฮะ แต่ก็ต้องขอบอกว่ามีเยอะ และหลากหลายมาที่คนเพื่อนน้อยชอบทำอะไรด้วยตัวเอง (จริงๆก็อาจจะแฝงด้วยคำว่า เกรงใจ ด้วยก็ได้)

     สุดท้ายที่ปิดทองหลังพระนะครับ คนแบบผม หรือคนเพื่อนน้อยส่วนมากจะมีนิสัยแบบนี้แหละครับ ทำงานใหญ่ๆมีคนชื่นชมเยอะแยะ แต่ก็ไม่ขอออกหน้า ขอหลบข้างหลังดีกว่า ปล่อยคนอื่นได้หน้าไป เพราะรักสันโดษจึงทำแบบนั้น ใครเดือดร้อนอะไร มักจะยื่นมือเข้าไปช่วย แต่พอช่วยเสร็จก็หายเข้ากลีบเมฆ ไม่ต้องการอะไรตอบแทนแม้กระทั่งคำขอบคุณ ยังมีอีกเยอะครับที่คนเพื่อนน้อยชอบหลบข้างหลัง (ไม่ใช่เกย์เข้าข้างหลังนะ) ก็ลองๆคิดดูละกันนะครับ ผมไม่ขอเขียนยาว

     มีข้อดีมากๆอยู่ข้อหนึ่งสำหรับคนเพื่อนน้อย นั่นก็คือ ถ้าเขาจะมีเพื่อน เขาจะได้เพื่อนที่นิสัยคล้ายๆกัน และเป็นเพื่อนที่ดีมากๆต่อกัน (บางที เพื่อนที่นิสัยต่างกันสุดขั้ว ก็เป็นเพื่อนสนิทกันได้ เพราะมันมีนิสัยบางอย่างเชื่อมกันจนสนิทได้) เป็นเพื่อนสนิทที่พูดคุยกันได้ทุกเรื่องเลย เรียกว่าไว้ใจที่จะเปิดเผยความลับได้ล่ะครับ มันอาจจะต่างจากคนเพื่อนเยอะนิดหน่อยตรงที่ว่า คนเพื่อนเยอะมีเพื่อนสนิทเหมือนกัน แต่ความไว้ใจที่เปิดเผยความลับอาจจะไม่สนิทใจเท่าคนเพื่อนน้อยนั่นเอง

     ข้อเสียของคนเพื่อนน้อยที่ใหญ่สุดๆก็คงมีอยู่ข้อเดียวที่ผมเจออยู่ล่ะครับ นั่นก็คือ เวลาลำบากอะไร หรือต้องการคนช่วยเหลือ มันจะมองหาใครช่วยไม่ได้เลยไงล่ะครับ แค่จะฝากใครสักคนซื้่อของให้หน่อย เพราะเราไม่สะดวก ยังหาไม่ได้เลยครับ

     อีกนิดก่อนจบบทความ คนเพื่อนน้อยไม่ใช่มีสาเหตุมาจากสันดานอย่างเดียวนะครับ มันอาจจะมีสาเหตุมาจากหน้าตาที่ไม่รับแขกด้วยก็ได้นะครับ บางคนหน้างอ หน้าโหด ใครเจอก็คิดว่าคนๆนี้นิสัยไม่น่าคบแน่ๆเลย เขาเลยไม่เข้าหาครับ ท่าทางก็มีส่วน บางคนท่าทางนักเลง ท่าทางกวนบาทา คนที่เจอเขาก็ไม่อยากคบก็มีครับ

     จะเพื่อนเยอะ หรือเพื่อนน้อย แต่ก็ขอให้มีเพื่อนไว้นะครับ เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม การมีเพื่อนสำคัญต่อการใช้ชีวิตมากครับ มีเพื่อนดีๆสัก 1 คน ชีวิตก็สนุกเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ

ตอนที่ 117 (เรื่องสั้น) _ เขา หรือ เธอ

เขา หรือ เธอ
07 / 07 / 2558

     สวัสดีครับ ผมชื่อโจ้นะครับ ตอนนี้ผมมีปัญหาเรื่องความรักอยู่ครับ ผมว่าจะโทรไปขอคำปรึกษาจากดีเจพี่อ้อย แต่โทรไปหลายทีแล้วไม่ทันคนอื่นสักที แต่ผมเชื่อว่าสักวันต้องเป็นวันของผมบ้างล่ะที่จะได้ปรึกษาเรื่องความรักของผมกับดีเจพี่อ้อย

     แต่ก่อนที่ผมจะได้โทรไปปรึกษาดีเจพี่อ้อย ผมว่าคุณคงอยากรู้ใช่รึเปล่าล่ะ ว่าผมมีปัญหาอะไร เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังก่อนก็ได้ครับ

     ย้อนไปเมื่อประมาณสิบปีก่อน ตอนนั้นผมเรียนอยู่ชั้น ม.1 อายุก็เพิ่งจะ 13 เท่านั้น เรียกได้ว่ากำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่นเลยล่ะ ชีวิตก็มีทั้งการเรียน การเล่นสนุกต่างๆ มีเพื่อนเยอะแยะ แล้วก็เริ่มสนใจในเรื่องของความรัก ตอนนั้นหน้าตาผมก็ไม่ได้ดูดีหรอกนะครับ แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่ซะจนดูไม่ได้ เวลาผมยิ้มให้สาวๆ ก็มีทั้งเฉยๆ แล้วก็ยิ้มตอบ

    แล้วก็มีอยู่วันหนึ่งครับ ระหว่างที่ผมเดินกลับบ้าน คือแบบว่า..บ้านผมอยู่ใกล้โรงเรียนน่ะครับ ผมเลยใช้วิธีเดินเท้าไปกลับทุกวันเลย ต่อๆ ระหว่างที่ผมเดินกลับบ้านอยู่นั้น อืม..น่าจะสักหกโมงกว่าๆเกือบจะหนึ่งทุ่มล่ะมั้งครับ ผมเดินผ่านร้านอาหารตามสั่ง แล้วผมก็ได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอะไรก็ไม่รู้เสียงดังเลย ผมก็เลยมองเข้าไปในร้านอาหารตามสั่งครับ สิ่งที่ผมเห็นคือ มีคนยิ้มให้ผมครับ ตอนนั้นผมยังเฉยๆนะครับไม่ได้รู้สึกอะไรมากมาย แต่ด้วยความที่ผมอยากรู้ว่าเขายิ้มให้ผมทำไม ผมเลยยืนจ้องเขาต่อครับ แล้วผมก็เจอเขายิ้มให้อีกครั้ง คราวนี้เหมือนว่าผมจะตกหลุมรักเขาเข้าอย่างจังเลยครับ

     ผมเดินกลับมาถึงบ้าน เชื่อมั้ยครับว่า ผมเดินยิ้มมาตลอดทางเลยครับ ผมรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ผมคิดถึงรอยยิ้มของเขาตลอด รอยยิ้มของเขาทำให้ผมมีความสุขมากๆครับ แล้วหลังจากนั้นผมก็ได้เจอเขาอีกครั้งในวันถัดมา ผมตัดสินใจที่จะคบกับเขาครับ แม้ว่ามันจะเร็วเกินไป และเขาก็เป็นฝ่ายเข้ามาจีบผมก่อนก็ตาม แต่ในเมื่อหัวใจของผมยกให้เขาไปแล้ว ผมก็ถอนตัวลำบากแล้วล่ะครับ

     ระหว่างที่ผมคบกับเขา แรกๆเขาก็ดีนะครับ เอาใจผมตลอด ผมอยากได้อะไร เขาก็ทำให้ผมได้ตลอด บางทีเขาก็พาผมไปเที่ยวต่างประเทศด้วยนะครับ แม้ว่าจะเป็นแค่แถวๆเอเชียก็เถอะ แต่ผมก็มีความสุขมากเลย ที่เขาทำเพื่อผมมากขนาดนั้น ตอนนั้นผมคิดว่าอยากจะอยู่กับเขาตลอดไปเลย แต่..คงเพราะระยะเวลาล่ะมั้งครับ มันเลยทำให้เขาเปลี่ยนไป เขาดูแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ค่อยเอาใจผมเหมือนเก่า ทั้งๆที่ผมคอยเอาใจเขาอยู่ตลอด หลังๆมาเริ่มมีขัดใจกัน ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นทะเลาะกันรุนแรงก็เถอะ เขาพยายามประคับประคองความสัมพันธ์กับผมนะครับ พาไปเที่ยวต่างประเทศก็มีบ้าง แต่ความรู้สึกมีความสุขมันก็เหมือนจะไม่เต็มที่สักเท่าไหร่

     เวลาผ่านไปได้ประมาณสิบปีเลยทีเดียวที่ผมคบกับเขา จากวันแรกๆ ปีแรกๆที่เขาทำให้ผมความสุข ผ่านระยะเวลาไปเรื่อยๆ จนทำให้ความหวานชื่นลดน้อยลงมาก จนผมคิดว่าคงไปกันไม่รอดแล้วแน่ๆ ประกอบกับตอนนั้นผมเรียนจบแล้วด้วย ผมได้เริ่มทำงานจนผมได้พบกับคนใหม่จนได้

     ผมไม่อยากจะเป็นคนไม่ดีหรอกนะครับ แต่ในเมื่อความรักมันลดลงแล้ว ฝืนต่อไปก็คงจะมีแต่เจ็บ ผมเลยตัดสินใจห่างจากคนเดิม แล้วมาคบคนใหม่แทน แต่ก็น่าแปลกนะครับ กับคนใหม่ที่ได้คบกัน เธอก็เป็นคนเข้ามาจีบผมก่อนอีกแล้ว แถมเหตุการณ์ยังคล้ายๆกับคนเก่าด้วย

     เย็นวันนั้นผมเลิกงานแล้วต้องไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าครับ แต่ด้วยความหิวข้าว ผมก็เลยแวะไปที่ศูนย์อาหารก่อน และที่นั่นก็ทำให้ผมได้พบกับเธอครับ ระหว่างที่ผมนั่งกินข้าวอยู่นั้น ผมก็หันไปเจอรอยยิ้มของเธอเข้าอย่างจังเลยครับ รอยยิ้มของเธอทำเอาผมรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ตอนนั้นผมคิดว่า ผมคงต้องเลิกกับคนเก่าแล้วมาคบกับคนใหม่แล้วล่ะ และในที่สุดผมก็ทำตามที่ผมคิดจนสำเร็จล่ะครับ

     ผมคบกับคนใหม่อย่างมีความสุขมาประมาณปีกว่าๆแล้วครับ เธอเอาใจผมดีมาก เธอพาผมไปเที่ยวต่างประเทศเหมือนคนเก่าด้วยนะครับ ถึงแม้ว่าจะเป็นประเทศเดียวกันกับที่คนเก่าเคยพาไป แต่มันก็สนุกคนละแบบไปเลย ส่วนคนเก่าน่ะเหรอครับ หลังจากที่ผมเลิกคบกับเขาไป ผมก็ยังมีติดตามความเคลื่อนไหวของเขาอยู่บ้าง ก็คนเคยคบกันเนอะครับ มันก็ยังมีความเป็นห่วงอยู่บ้าง แต่เท่าที่รู้ความเคลื่อนไหว เขาก็ยังคงแย่เหมือนเดิม เหมือนว่านิสัยของเขาจะเปลี่ยนไปน่ะครับ ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก เพราะผมมีคนใหม่ที่ดีอยู่แล้ว

     จนมาวันหนึ่ง คนเก่าของผมกลายเป็นคนละคนครับ จากที่เป็นคนแย่ๆ ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่อง กลายเป็นว่านิสัยดีขึ้นมาก ทำอะไรก็ดูจะประสบความสำเร็จไปซะหมด ผมยอมรับเลยว่า ตอนที่รู้ข่าวของเขา ผมรู้สึกสับสนมาก แต่ก็คิดว่าคงดีได้ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็คงแย่เหมือนเดิม ผมก็เลยพยายามไม่ใส่ใจ แล้วเลือกที่จะคบกับคนใหม่ต่อไป

     แต่ตอนนี้น่ะสิครับ ทั้งคนใหม่ ทั้งคนเก่า ดีด้วยกันทั้งคู่เลย จะว่าผมเลวก็ได้นะครับ เพราะตอนนี้ผมสับสนมากไม่รู้ว่าจะเลือกใครดี คนใหม่ก็ยังดีมาก ส่วนคนเก่าก็เริ่มเข้ามาหา เริ่มทำให้ผมรู้สึกหวั่นไหว เพราะเขาดีขึ้นมากซะเหลือเกิน จนแทบจะกลายเป็นคนเดิมที่ผมรู้จักตอนแรกๆเลย ไม่สิๆอาจจะดีกว่านั้นด้วยซ้ำไป

     นี่แหละครับปัญหาเรื่องความรักของผม ที่ผมต้องหาที่ปรึกษา ใจหนึ่งก็อยากได้คำปรึกษาจากพี่อ้อย แต่อีกใจหนึ่งก็กลัวพี่อ้อยจะด่า แต่ยังไงผมก็ขอลองดูสักทีก่อนละกัน เผื่อว่าพี่อ้อยจะมีแนวทางดีๆช่วยผมได้

     วันนี้วันหยุดครับ ผมมีนัดกับคนใหม่ช่วงบ่ายๆที่ห้างเดิมที่เราเจอกันครั้งแรก แล้วตอนเย็นผมก็มีนัดกับคนเก่าที่ร้านอาหารครับ ตอนนี้ผมกลายเป็นคนนิสัยไม่ดีเลยครับ ผมคบซ้อน ผมรู้นะว่ามันไม่ดี แต่มันก็ยังไม่รู้จะเลือกใครนี่ครับ ผมจะทำยังไงดี ผมต้องรีบหาทางปรึกษาพี่อ้อยให้ได้เร็วที่สุดแล้วล่ะครับ

     ดีเจพี่อ้อย: สวัสดีค่ะ คุณอะไรคะ
   
     ผม : สวัสดีครับ ผมโจ้ครับ
   
     ดีเจพี่อ้อย: คุณโจ้นะคะ วันนี้มีเรื่องอะไรมาปรึกษาคะ
   
     ผม : คืองี้นะครับพี่อ้อย ตอนนี้ผมสับสนมากเลยครับ คนใหม่ก็ดี คนเก่าก็เริ่มกลับมาดีด้วย ทำให้ผมเลือกไม่ถูกเลยว่าจะเลือกใครดีน่ะครับ
   
     ดีเจพี่อ้อย : อืม แบบนี้ก็แสดงว่าคุณโจ้เป็นผู้ชายที่เอาเปรียบผู้หญิงนะคะเนี่ย
   
     ผม : จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่ผมว่ามันต้องมีทางออกนะครับ ผมเลยตัดสินใจโทรมาขอคำปรึกษาจากพี่อ้อยนี่แหละครับ
   
     ดีเจพี่อ้อย : จริงๆพี่ไม่อยากให้ใครต้องเสียใจนะคะ แต่ในเมื่อมันจำเป็นต้องเลือกจริงๆ พี่ก็จะช่วยแนะนำให้ก็ได้ค่ะ แต่คุณโจ้ต้องเล่าถึงคนทั้งสองให้พี่ฟังก่อนนะคะ พี่ถึงจะให้คำแนะนำได้ค่ะ
   
     ผม : (เล่าทุกอย่างที่เกี่ยวกับคนเก่า และคนใหม่ให้พี่อ้อยได้ฟังจนหมด)
   
     ดีเจพี่อ้อย : คุณโจ้คะ ตอนนี้คุณโจ้อยู่ที่ไหนคะ อยู่ห้องพัก หรืออยู่บ้านคะ
   
     ผม : ผมอยู่ห้องพักครับ ทำไมเหรอครับ
   
     ดีเจพี่อ้อย : คุณโจ้หาหมอนสักใบนะคะ ถือไปที่มุมห้องค่ะ มุมไหนก็ได้ตามใจคุณโจ้เลยนะคะ แล้วคุณโจ้ก็นอนค่ะ แล้วก็แค่นี้นะคะ พี่อ้อยจะได้รับสายคนอื่นต่อค่ะ ตรู๊ดๆๆๆ
   
     ผม : อ้าว ขนาดพี่อ้อยยังให้คำปรึกษาไม่ได้ แล้วใครจะช่วยให้คำปรึกษาผมได้ล่ะเนี่ย

     สงสัยกันใช่มั้ยล่ะครับ ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่ ขนาดดีเจพี่อ้อยยังยอมแพ้เลย คืองี้นะครับ
   
     ผม : ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟังนะครับ ขอเริ่มจากคนเก่าก่อนนะครับ
   
     ดีเจพี่อ้อย : จัดมาเลยค่ะ พี่รอฟังอยู่ค่ะ
   
     ผม : เมื่อตอนนั้นผมเรียนอยู่มอหนึ่งครับ ผมไปเจอเขาที่ร้านอาหารตามสั่งครับ ผมเลิกเรียนแล้วกำลังเดินกลับบ้าน แล้วผมก็เจอเขายิ้มให้ผมจากในร้านอาหารครับ ตอนแรกผมก็เฉยๆนะครับ แล้วภาพก็ฉายซ้ำไปที่จังหวะ ตะวัน ศรีปาน จ่ายทะลุช่องไปให้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หลุดเข้าไปยิงผ่านมือผู้รักษาประตูของคู่แข่งในศึกฟุตบอลซีเกมส์ ก่อนที่พี่ซิโก้จะตีลังกาท่าดีใจของพี่เขาอย่างสุดสวย แล้ววิ่งมาดีใจกับ บิ๊กหอย-ธวัชชัย สัจจกุล เป็นจังหวะที่กล้องจับภาพพี่ซิโก้ยิ้มพอดี แล้วตั้งแต่วินาทีนั้นมา ผมก็เลยกลายเป็นแฟนของฟุตบอลชายทีมชาติไทยไปเลยครับ

     ดีเจพี่อ้อย : เอ๊ะ เดี๋ยวนะคะ เดี๋ยวๆ ยังไงนะคะ

     ผม : อย่าเพิ่งขัดครับพี่อ้อย ผมขอเล่าให้จบก่อน แล้วตั้งแต่นั้นมาผมก็เป็นแฟนบอลมาตลอด จนหมดยุคของพี่ซิโก้ไป ฟุตบอลชายทีมชาติไทยก็เริ่มเข้าสู่ยุคตกต่ำครับ ผมเลยเริ่มรู้สึกไม่ค่อยดีละ จนพอผมเริ่มทำงานครับ ผมก็มาเจอกับรอยยิ้มของคนใหม่ที่ศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งครับ จังหวะนั้นภาพฉายซ้ำที่ ซาร่า-นุศรา ต้อมคำ เซตบอลสั้นให้ นิ้งหน่อง-ปลื้มจิตร์ ถินขาว ตีเร็วจนผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามรับบอลไม่ทันครับ ก่อนที่ทั้งสองคนจะยิ้มให้กล้อง แล้วก็เป็นรอยยิ้มของนิ้งหน่องล่ะครับ ที่ทำให้ผมกลายเป็นแฟนวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติไทยในที่สุด

     ดีเจพี่อ้อย : คุณโจ้คะ...

     ผม : เดี๋ยวครับ เกือบจบแล้วครับพี่อ้อยอีกนิดเดียว แล้วระหว่างที่ผมทิ้งฟุตบอลชายทีมชาติไทยมาเป็นแฟนวอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติไทยอยู่นั้น ก็มีข่าวว่าพี่ซิโก้เข้ามาทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนฟุตบอลชายทีมชาติไทย จนทำให้ฟุตบอลชายทีมชาติไทยกลับมาผงาดอีกครั้ง พอผมได้กลับไปดูการแข่งขันของฟุตบอลชายทีมชาติไทยอีกครั้ง ได้เห็นรอยยิ้มของพี่ซิโก้อีกครั้ง มันเลยทำให้ผมเกิดความลังเล สับสน ว่าจะเลือกใครดีระหว่างคนใหม่ วอลเล่ย์บอลหญิงทีมชาติไทย กับคนเก่า ฟุตบอลชายทีมชาติไทย พี่อ้อยช่วยให้คำแนะนำผมหน่อยนะครับ

     ดีเจพี่อ้อย : คุณโจ้คะ ตอนนี้คุณโจ้อยู่ที่ไหนคะ อยู่ห้องพัก หรืออยู่บ้านคะ
   
     ผม : ผมอยู่ห้องพักครับ ทำไมเหรอครับ
   
     ดีเจพี่อ้อย : คุณโจ้หาหมอนสักใบนะคะ ถือไปที่มุมห้องค่ะ มุมไหนก็ได้ตามใจคุณโจ้เลยนะคะ แล้วคุณโจ้ก็นอนค่ะ แล้วก็แค่นี้นะคะ พี่อ้อยจะได้รับสายคนอื่นต่อค่ะ ตรู๊ดๆๆๆ

     ในเมื่อดีเจพี่อ้อยก็ยังให้คำแนะนำผมไม่ได้ งั้นผมก็ยอมเป็นคนหลายใจตลอดไปเลยก็แล้วกัน...ไทยแลนด์สู้ๆ