hostneverdie

weltrade

siamfocus

ตอนที่ 161 (บทความ) _ ความเป็นกลางทางการเมือง

 ความเป็นกลางทางการเมือง

19 ตุลาคม 2563

       จริงแล้วความเป็นกลางทางการเมืองไม่มีอยู่จริงในใจ ในความรู้สึกของคนๆนั้นหรอกครับ เพียงแต่ว่าในจุดที่แต่ละคนยืนอยู่ บางคนมันก็จำเป็นที่จะต้องออกมาพูดว่า เป็นกลาง ต่างหากล่ะครับ

       ในใจของบางคนนั้นเป็นประชาธิปไตยเต็ม 100% แต่ในสังคมของเขาต้องอาศัยอยู่กับคนที่โดนเรียกว่าสลิ่ม เขาก็เลยเลือกที่บอกว่าเป็นกลาง เพื่อให้สามารถอาศัยอยู่กับสลิ่มได้อย่างลงตัว หรือบางคนเป็นสลิ่มเต็ม 100% แต่ในสังคมของเขาต้องอาศัยอยู่กับคนที่รักประชาธิปไตย เขาก็คงเลือกที่บอกว่าเป็นกลางเหมือนกันล่ะครับ

       มีบางคนมองว่า เอ้า คนอื่นเขายังประกาศตัวเลือกฝั่ง ยอมแตกหักกับอีกฝั่งได้เลย ยอมแตกหักกับเพื่อน กับพี่น้อง หรือแตกหักกับครอบครัว พ่อแม่เลย ทำไมคุณจะทำบ้างไม่ได้หรอก เออ...ก็ต้องมีคำถามกลับไปว่า คุณได้ยืนอยู่ในจุดเดียวกับเขารึเปล่าครับ คุณได้รู้หรือไม่ว่าตัวเขามีศักยภาพมากแค่ไหนหากต้องแตกหักกับคนอื่นๆ แล้วเริ่มต้นทางเดินใหม่ เขาอาจจะมีภาระมากกว่าที่เราเห็น มีข้อผูกมัดต่างๆมากกว่าที่เรารู้ก็ได้นะครับ 

       ผมจึงอยากให้คนที่คิดแบบนี้คิดใหม่ว่า เราไม่ควรไปบังคับใครครับ เพราะคำว่าประชาธิปไตยของคุณ มันจะกลายเป็นเผด็จการในสายตาคนอื่นได้นะครับ หากรักประชาธิปไตยจริงๆ ขอให้ไปสนับสนุนคนที่ออกมาเลือกฝั่งแล้ว จะดีกว่ามัวไปเสียเวลา เสียความรู้สึกกับคนที่เขาไม่พร้อมเลือกฝั่งครับ ใจเขาใจเรานะครับ เข้าใจเขาด้วยครับ

       การเป็นกลางก็มีข้อดีอยู่นะครับ นั่นก็คือ หากในวันหนึ่งสังคมต้องการความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ คนที่ประกาศตัวว่าเป็นกลางนี่แหละครับ จะช่วยเป็นคนกลางให้ทั้ง 2 ฝ่ายกลับเข้ามาหากันได้ แม้จะยาก แต่เขาก็มีความเป็นกลางให้เห็น ทำให้น่าเชื่อถือกว่าคนที่เลือกฝั่งไปแล้วเมื่อในอดีตแน่นอนครับ

       ขอให้จำไว้นะครับว่า แต่ละคน ก็คือคนแต่ละคน คนไม่มีความเหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกันอยู่ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าเขาจะอยู่ฝั่งไหน แต่หากเขาบอกว่า เขาเป็นกลาง ก็จงเชื่อเขา และรักษาความสัมพันธ์ไว้ครับ อย่าเอาเรื่องการเมืองมาพังความสัมพันธ์ครับ เพราะเรื่องอื่นๆที่ชอบเหมือนกัน ยังมีอีกเยอะ และมันอาจจะสร้างความสุขให้ความสัมพันธ์นี้ยืนยาวกว่าเรื่องการเมืองก็เป็นได้ครับ

ขอบคุณครับ

ต.ต้น

ตอนที่ 160 (บทความ) _ เพราะลืม ก็เลยเขินเลย

 เพราะลืม ก็เลยเขินเลย

16 ตุลาคม 2563

       เวลา 6.30 น. ผมเตรียมตัวออกจากบ้านเพื่อมาทำงาน โดยผมจะต้องขี่มอเตอร์ไซค์เพื่อมาทำงานครับ และเช้านี้ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

       ผมเข็นรถมอเตอร์ไซค์ออกมาจอดที่หน้าบ้าน แล้วก็กลับทำการปิดประตูบ้านเป็นที่เรียบร้อย ผมกลับมาที่รถอีกครั้ง ขึ้นควบมอเตอร์ไซค์พร้อมเดินทาง ผมก็สตาร์ทรถ ครึ่ก (สตาร์ทเท้านะครับ รถรุ่นเก่า) รถไม่ติด เอ๊ะ รถเป็นอะไร ผมก็สตาร์ทอีก ครึ่ก ครึ่ก เฮ้ย ไม่ติด ชิบหายละ ไปทำงานสายแน่ๆ

       ผมคิดดูว่า เอ...ถ้ารถจะสตาร์ทไม่ติดมีสาเหตุอะไรบ้าง เครื่องยนต์เย็น หรือหัวเทียนไม่ดีรึเปล่า โดยการแแก้ปัญหาขั้นแรกคือ ดึงโช้คเพื่อลองสตาร์ทดูก่อนละกัน ว่าแล้วก็ ครึ่ก ครึ่ก ครึ่ก สตาร์ทไปอีกหลายรอบ ก็ยังไม่ติด

       เอาล่ะ ถ้าดึงโช้คก็ยังไม่ติด งั้นสงสัยจะหัวเทียนแล้วล่ะมั้ง ก็ลงจากรถก้มดูว่า รถคันนี้หัวเทียนอยู่ตรงไหน (ตั้งแต่ซื้อมือสองมา ก็ยังไม่เคยส่องดูเลยว่า หัวเทียนมันอยู่ตรงไหน) ปรากฎว่า หาไม่เจอ 55555+ ก็เลยลองตัดสินใจสตาร์ทดูอีกทีละกัน เผื่อมันไม่ใช่เพราะหัวเทียน เผื่อมันจะเพราะเครื่องเย็นเฉยๆ ครึ่กๆๆๆๆ ก็ไม่ติด ชิบหายแล้ว

       นึกขึ้นได้ว่า รถคันนี้เคยเปลี่ยนกล่องจ่ายไฟนี่หน่า หรือเพราะกล่องมันเสียอีกแล้วรึเปล่า แต่กล่องมันอยู่ลึกมาก ต้องรื้อรถเละเทะเลย รื้อเองก็คงไม่ได้แน่ๆ ต้องไปให้ร้านรื้อให้ พอนึกถึงกล่องจ่ายไฟ ก็เลยลองบิดกุญแจเปิดดู จะทดลองระบบไฟว่ายังติดอยู่มั้ย..................................................................................สตั้นไป 3 วินาที

       นี่กูลืมบิดกุญแจเหรอเนี่ย สตาร์ทอยู่เกือบ 5 นาที เขินเลย 555555555555+ ดีนะว่าไม่เข็นไปร้าน ไม่งั้นคงงงเป็นไก่ตาแตก ร้านสตาร์ททีเดียวติดงี้ 555555555555+

       เรื่องก็เป็นเช่นนี้แหละครับ ดีว่ารถไม่พังครับ

 ขอบคุณครับ

ต.ต้น

ตอนที่ 159 (บทความ) _ นายก และรัฐบาลไทยที่น่าปวดหัว

 นายก และรัฐบาลไทยที่น่าปวดหัว

14 ตุลาคม 2563

       บทความนี้เขียนในยุคของรัฐบาลที่มี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายก

       ตามหัวข้อบทความเลยครับ รัฐบาลนี้น่าปวดหัวมากกกกกกกกกกก เพราะเป็นการได้มาของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่บิดเบี้ยวขี้โกงล่ะครับ ยิ่งการได้ขึ้นเป็นนายกของลุงตู่ ยิ่งโคตรน่าเกลียดเลยครับ 

       "ส.ว. 250 เสียงมีที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ซึ่งการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 5 มิถุนายน ที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสให้ ส.ว. มีสิทธิร่วมโหวตด้วยเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เราจึงไม่เห็นปรากฏการณ์ ‘เสียงแตก’ เพราะ ส.ว. พร้อมใจกันยกมือโหวตสนับสนุนให้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีต่อ 249 เสียง ขณะที่ประธานวุฒิสภางดออกเสียง 1 เสียง" 

       อ่านดูก็รู้นะครับว่า แต่งตั้ง ส.ว. เพื่อให้มาโหวตตัวเองเป็นนายก แล้วมันจะชอบธรรมได้ยังไงครับ เห็นหัวประชาชนบ้างมั้ยครับ ประชาชนต้องได้เลือกนายกเองสิคครับ เพราะคนที่จะมาเป็นผู้นำประเทศ ต้องมาจากการเลือกของประชาชนสิ ไม่ใช่แต่งตั้งกันเอง หรือแต่งตั้งตัวเอง ปัดโถ่!!!

       การได้มาว่าวุ่นวาย และขี้โกงแล้ว การทำงาน การใช้เงินยิ่งน่าปวดหัวครับ อย่างที่รู้ๆกันว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลทหารครับ ทีนี้กองทัพอยากได้อะไร งบประมาณในการจัดซื้อก็เลยมีไม่อั้นครับ เพราะการเป็นรัฐบาลย่อมมีอำนาจในการแบ่งงบประมาณล่ะครับ ก็เลยแบ่งไปเป็นงบให้กระทรวงกลาโหมเพียบ!!!

       จริงอยู่ว่าการมียุทโธปกรณ์ดีๆเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันประเทศจากการสงคราม แต่เฮ้ย สงครามมันไม่มีนานแล้ว หันมามองเศรษฐกิจในประเทศก่อนมั้ย พัฒนาประเทศก่อนดีมั้ย จากเสือตัวที่ 5 ของเอเซีย ตอนนี้กลายเป็นอะไรไปแล้วก็ไม่รู้

       ประชาชนที่ไม่พอใจก็ออกมาเคลื่อนไหวขับไล่ ลุงก็ยังหน้าด้านหน้าทน ไล่ยังไงก็ไม่ไป ยังออกมาพูดขอความร่วมมือ ขอให้อดทน ขออย่าสร้างความเดือดร้อน ความเสียหายให้ประเทศกันเลย ช่วยๆกันนะ เออออออ...ประชาชนช่วยตัวเองกันแทบตาย ลุงล่ะ ช่วยลาออกไปได้มั้ย ให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทนได้มั้ยล่ะ หรือป๊อดวะ

       จำข่าวทรมานใจประชาชนประโยคนี้ได้มั้ย "พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับไม่เก่งเศรษฐกิจ" เอ้าาาา ไม่เก่ง แล้วขึ้นมาบริหารทำมายยยยยย ไป๊ ออกไป๊!!!

       และสุดท้าย จำกันได้มั้ยครับ สมัยที่ทำรัฐประหาร แล้วก็พูดเองทั้งนั้นว่า "พล.อ.ประยุทธ์" ปัดวิจารณ์ข้อเสนอเลือกตั้ง นายกฯโดยตรง ย้ำไม่ลงชิงเก้าอี้นายกฯ บอกไม่อยากเป็นนักการเมือง" เฮ้อออ แล้วตอนนี้เป็นไงล่ะ อำนาจมันหอมหวานสินะ เงินก็หอมหวานสินะ ขอให้ลาออกยังไงก็ไม่ไป เกาะแน่นเชียว

       เป็นชายชาติทหารที่ไม่น่านับถือซะจริงๆเลย ให้ตายเถอะ!!!

 ขอบคุณครับ

ต.ต้น

ตอนที่ 158 (บทความ) _ การให้เกียรติผู้หญิง

 การให้เกียรติผู้หญิง

14 ตุลาคม 2563


       มีประเด็นมากมายเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศสำหรับเพศหญิง และสิ่งที่สังคมคอยสอนคือ เป็นผู้หญิงต้องระวังตัวให้มากๆ เพราะสังคมน่ากลัว ผู้ชายน่ากลัว เอิ่มมมม...อ่านแล้วก็แบบ ห๊ะ แบบนี้จะดีเหรอ

       ที่ถามว่า "แบบนี้จะดีเหรอ" ก็เพราะว่า แทนที่จะป้องกันที่ต้นเหตุ ดันไปป้องกันที่ปลายเหตุซะงั้น เท่านั้นยังไม่พอนะครับ แทนที่จะสอนให้ผู้กระทำรู้จักคิด รู้จักมีจิตสำนึกที่ดี ดันไปสอนให้ผู้ถูกกระทำว่า "ระวังไว้ดีๆนะมึง"ซะอย่างงั้น โหหหห แล้วผู้ถูกกระทำ มันจะไปสู้อะไรผู้กระทำได้ล่ะครับ

       ถ้าผู้กระทำเปรียบดั่งผู้ล่า เชื่อเถอะว่าอาวุธครบมือ สามารถโจมตีได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสายตาอันหื่นกระหาย วาจาอันหยาบคาย กล้องแอบถ่ายที่ซ่อนได้แนบเนียน ยาสลบ ยานอนหลับ ยาเสียสาวที่พร้อมจะผสมให้ดื่ม ร่างกายอันแข็งแรงที่พร้อมบังคับเหยื่อ และฝูงกองกำลังนับสิบ ที่พร้อมรุมโทรมเหยื่อให้ดับดิ้น

       ถ้าผู้ถูกกระทำเปรียบดั่งผู้ถูกล่า ถามว่าจะเอาอะไรไปสู้ผู้ล่าที่อาวุธครบมือขนาดนั้น ที่คิดออกก็แค่ สติ และความระมัดระวังตัวขั้นสุดแค่นั้นแหละครับ แต่ตัวมิดชิด(แต่หุ่นดี นมใหญ่ จะให้ทำยังไงล่ะ) ใส่กางเกงแทนกระโปรง(ก็ไม่สวยอีก) ไม่กินเหล้ากับผู้ชาย(ก็ฉันชอบเขา ก็ต้องเที่ยวด้วยกันบ้างสิ) ฟิตร่างกาย(ก็ยังแพ้แรงผู้ล่าอยู่ดี) ไม่เสี่ยงไปไหนกับผู้ชาย(เฮ้ยแก ฉันชอบเขานะ) คือสรุปยังไงล่ะครับ ต้องให้ผู้ถูกล่าดูแลตัวเองงี้เหรอครับ

       จะดีกว่ามั้ยล่ะครับ ถ้า...เราสอนให้ผู้กระทำรู้จักให้เกียรติผู้หญิงมากกว่านี้ สอนให้สังคมป้องกันที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ป้องกันที่ปลายเหตุ

       ผู้หญิงเขาแต่งตัวสวยให้ดู ก็ชื่นชมว่าแต่งตัวสวย น่ารัก แต่ถ้ามีอะไรหลุดโป๊ ก็เตือนเขา (ผู้หญิงก็ห้ามโกรธนะ ผู้ชายเห็น แล้วผู้ชายเตือนเพราะหวังดี ไม่ใช่ว่าเขาหื่น หรือโรคจิต แต่มันเห็นไง คนอื่นๆก็เห็นแหละ แต่เขาไม่กล้าเตือน กลายเป็นว่าคนที่เตือนเป็นคนไม่ดีซะงั้น [ประสบการณ์ส่วนตัวคนเขียนเลยครับ เห็นกันทั้งโรงอาหาร มีแต่คนมองแล้วตาลุกวาว ไอ้เราก็หวังดีเตือนสิ แล้วผลเป็นไงล่ะ โดนบล็อกเฟสเลย เฮ้ออออ คนดีเป็นท้อครับ])

       ขอสรุปสั้นๆเลยดีกว่าครับ เพราะผมเชื่อว่า แค่คำว่าควรให้เกียรติผู้หญิงนะ ผู้ชายก็คงพอจะนึกออกกันแล้วล่ะครับ ว่าควรทำยังไงบ้าง ผมก็เลยจะขอทิ้งท้ายด้วยคำสอนที่ผมได้รับมา และมันคอยเตือนใจทุกครั้งให้ผมนั้นให้เกียรติมาตลอด คำสอนนั้นก็คือ "ผู้หญิงไม่ใช่ของเล่น"

ขอบคุณครับ

ต.ต้น

ตอนที่ 157 (บทความ) _ อยากให้ประเทศไทยดีขึ้นกว่านี้

อยากให้ประเทศไทยดีขึ้นกว่านี้

12 ตุลาคม 2563

       เคยมีความคิดที่ว่า ถ้าสมมุติว่าคนเราดูโฆษณา แล้วรู้สึกว่าสนใจสินค้า หรือบริการนั้นๆตามที่โฆษณาแล้ว หากมันเปลี่ยนจากโฆษณาสินค้า หรือบริการต่างๆเป็นโฆษณาการสร้างจิตสำนึก สร้างวินัย สร้างการทำความดีแทน มันจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไทยให้ดีกว่านี้ได้หรือไม่

       ทุกวันนี้จริงๆมันก็มีบ้างนะ พวกโฆษณาเรื่องการสร้างจิตสำนึกเนี่ย แต่แบบว่า นานๆจะโผล่ให้เห็นสักทีไง มันก็เลยดูเหมือนว่า ดูผ่านๆไปงั้นแหละ จริงจังก็ได้ ไม่จริงจังก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร 

       โฆษณาที่เห็นชัดๆตอนนี้เลยก็คือ โฆษณารณรงค์เรื่องการงดสูบบุหรี่ในที่สาธารณะครับ ผมเห็นมันมีมานานมาก และผมก็เชื่อว่า มันได้ผลทีละน้อยๆนะครับ จนตอนนี้เริ่มได้ผลเยอะแล้วนะ คนไทยมีจิตสำนึกมากขึ้นจริงๆครับ ไม่สูบบุหรี่ในที่สาธารณะกันเท่าไหร่แล้วนะครับ

       เนี่ยครับ ผมอยากให้หน่วยงานภาครัฐทำโฆษณาดีๆแบบนี้ออกมาเยอะๆครับ แล้วเอามันโฆษณาบ่อยๆ บ่อยแบบแข่งโฆษณาทั่วไปกันไปเลยครับ ผมเชื่อนะว่า มันจะค่อยๆเปลี่ยนแปลงความคิดของคนไทย และช่วยให้สังคมไทยดีขึ้นได้ล่ะครับ

ขอบคุณครับ

ต.ต้น