hostneverdie

weltrade

siamfocus

ตอนที่ 156 (บทความ) _ ประเพณีลอยกระทง ที่ควรเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

ประเพณีลอยกระทง ที่ควรเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
13 พฤศจิกายน 2562

       ประเพณีลอยกระทงมีมาช้านานแล้ว จำได้ว่าเกิดมาก็ได้ลอยกระทง เล่นประทัด จุดผางประทีป(หางประทีป)รอบๆบ้าน สว่างทั่วบ้าน ทั้งบ้านตัวเอง และบ้านของเพื่อนบ้าน สนุก และมีความสุขมากๆ และยังจำได้ว่าตอนนั้นอากาศหนาวถึงหนาวมากๆ งานลอยกระทงเลยยิ่งสนุก เพราะถึงแม้คนจะเยอะ แต่มันก็ไม่ร้อนเลย ยังต้องใส่เสื้อกันหนาวด้วยซ้ำไป กลับมามอง ณ หลายๆปีที่ผ่านมา เอาสัก 5 ปีก็ได้ ลอยกระทงทีไร เหงื่อแตกทุกที ขนาดอากาศยังเปลี่ยนแปลง แล้วรูปแบบประเพณีของเรา ที่้เราเป็นคนสร้างขึ้น กำหนดขึ้น มันจะเปลี่ยนแปลงบ้างไม่ได้เชียวเหรอครับ

       วัตถุประสงค์ของประเพณีลอยกระทงตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันยังเหมือนเดิมหรือไม่ ผมก็ไม่แน่ใจ หรือมันกลายเป็นเพียงแค่ประเพณีทางธุรกิจไปแล้ว น้อยคน น้อยบ้านที่จะร่วมกันทำกระทงเพื่อไปลอยเอง ทั้งวัสดุ อุปกรณ์ไม่เอื้ออำนวย ทั้งไม่มีเวลา ทุกวันนี้ผมเลยมองว่าประเพณีลอยกระทงกลายเป็นธุรกิจไปแล้ว กระทงแปลกๆออกมามากมายให้ได้เลือกซื้อเพื่อเอาไปลอย

       นอกจากนี้การขอขมา และขอบคุณพระแม่คงคาก็คงจะมีอยู่ไม่กี่คนหรอกมั้งครับ ที่ตอนจะลอยกระทงลงน้ำ แล้วอธิษฐานว่า "ขอขมา และขอบคุณพระแม่คงคา ที่ให้น้ำแก่พวกเราได้ใช้ดื่ม ใช้ในชีวิตประจำวัน" เพราะส่วนมากก็จะขออธิษฐานในเรื่องส่วนตัวซะมากกว่า "ขอให้รวย" "ขอให้โชคร้ายลอยไป" "ขอให้ความเศร้าลอยไป" พระแม่คงคาคงยิ้มดีใจแน่ๆเลยครับ

       บางคนไม่สะดวกไปลอยจริงๆในน้ำ ก็อาศัยลอยในอินเตอร์เน็ตเอาก็ได้ แต่ลอยในอินเตอร์เน็ต ถามว่าอธิษฐานอะไรบ้าง มีขอบคุณพระแม่คงคาหรือไม่ ก็ตอบเลยว่า "ไม่" แถมบางคนยังโดนแซวอีก "ลอยในอินเตอร์เน็ตมันจะไปได้อะไร บ้ารึเปล่า ต้องไปลอยจริงๆสิ" ก็ว่ากันไปครับ ระหว่างลอยกระทง 4G กับลอยลงน้ำจริงๆ ปล่อยเขาสู้กันไป

       ฉีกมาดูทางวัสดุที่ใช้ทำกระทงกันบ้าง เมื่อก่อนใช้โฟมก็ว่าโฟมทำลายยาก ตอนนี้ใช้วัสดุธรรมชาติก็ว่าทำน้ำเน่าเสียอีก หรือจะเป็นกระทงขนมปังที่หวังให้ปลากิน แต่พอปลากินอิ่มแล้ว กระทงก็เหลือบาน ทำน้ำเน่าเสียอีกละ เอาจริงๆประเด็นของวัสดุไม่เท่าไหร่นะครับ ผมมองว่ามันเยอะเกินไปต่างหากเลยทำให้น้ำเน่าเสีย ถ้ามันมีน้อยๆหน่อย น้ำก็อาจจะไม่เน่าเสียง่ายๆหรอกครับ

       ประเด็นสุดท้ายที่จะพูดถึงคือ โคมลอย ในอดีตตัวเมืองยังมีไม่มาก ไม่ขยายตัวกว้างมาก พื้นที่ยังเป็นป่าซะส่วนใหญ่ การปล่อยโคมลอยมันจะไปตกตรงไหน ก็ไม่มีใครเห็น และก็ไม่สร้างความเดือดร้อนสักเท่าไหร่ แต่ปัจจุบันเมืองมันกว้างมากๆ การปล่อยโคมลอยมันจึงเสี่ยงที่จะไปตกในจุดที่ไม่ควรตกได้ เช่น หลังคาบ้าน ในบริเวณบ้าน สายไฟฟ้า พื้นที่การเกษตร ฯลฯ หรือจะเป็นการเดินทางโดยเครื่องบินที่มันขยายตัวขึ้นมาก การปล่อยโคมลอยจึงเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกได้

       ถามว่าปีนี้ผมลอยกระทงมั้ย ตอบเลยว่า ลอยสิครับ แต่ผมใช้วัสดุสุดจะธรรมชาติเลยนะครับ ฮั่นแน่ คิดว่าผมลอยกระทงน้ำแข็งล่ะสิ ผิดครับ!!! ผมลอยกระทงน้ำเปล่าเลยครับ ผมเอาขันใส่น้ำขอขมา และขอบคุณพระแม่คงคาข้างคลองเลยครับ (ไม่อธิษฐานเรื่องส่วนตัวเลยด้วย) แล้วก็เทน้ำในขันลงคลองเลยครับ กระทงละลายหายไปในพริบตาเลยครับ ฮ่าๆๆๆ

       โดยสรุปแล้ว ในความคิดของผมนะ ประเพณีลอยกระทงควรคงไว้ แต่รูปแบบควรเปลี่ยนแปลง กระทงที่จะใช้ลอยควรมีน้อยๆ เช่น จุดท่าพระจันทร์(กรุงเทพ) มีกระทง 5 ใบ เปิดหมุนเวียนให้ประชาชนมาจับกระทงเพื่อขอขอมา หรืออธิษฐานตามใจ แล้วถึงเวลาปล่อยกระทง ก็ลอยเพียงแค่ 5 ใบนั้นก็พอ ขยะจะได้ไม่เยอะ โคมลอยก็เช่นกัน จุดประตูท่าแพ(เชียงใหม่) มีโคมลอย 2 ใบ เปิดหมุนเวียนให้ประชาชนมาจับโคมลอยเพื่ออธิษฐานตามใจ แล้วถึงเวลาปล่อยก็ปล่อยแค่ 2 ใบ หรือแหวกแนวมัดเชือกไว้ด้วยก็ได้ ไม่ให้โคมลอมมันลอยไปไหน พอไฟหมดก็ให้มันตกใกล้ๆแถวๆนั้นแหละ

       สังคมเปลี่ยน ความคิดของคนก็เปลี่ยนตาม จิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติของคนมีมากขึ้นทุกวัน ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่เราอย่าแค่คิด หรือพูดเลยครับ อยากให้ลงมือทำด้วย มันจะดีมากๆครับ

ขอบคุณครับ
ต.ต้น

ตอนที่ 155 (บทความ) _ แย่แล้ว ลืมรหัสผ่าน

แย่แล้ว ลืมรหัสผ่าน
5 พฤศจิกายน 2562

       "แย่แล้ว ลืมรหัสผ่าน" "แย่แล้ว ลืมพาสเวิร์ด" (จะเขียนทำไม 2 อันเนี่ย มันก็อันเดียวกันนี่หว่า) บางคนหนักเลย ลืมแม้กระทั่ง Username หรือชื่อผู้ใช้นั่นเอง เลยอยากจะถามท่านผู้อ่านว่า เคยลืมชื่อผู้ใช้ หรือรหัสผ่านเข้าใช้งานอะไรบ้างมั้ยครับ

       เคยสงสัยนะครับว่า ทำไมเพื่อน หรือคนรู้จักเปลี่ยนเฟสบุ๊ค เปลี่ยนไลน์กัน ตอนแรกก็นึกว่ามันมีปัญหากับใครหรือเปล่า หรือว่าแค่เบื่อๆ เลยอยากเปลี่ยน แต่พอได้รู้ความจริงว่า มันเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ แล้วจำรหัสผ่านไม่ได้ เลยต้องเปลี่ยนนี่เอง

       เดี๋ยวนี้เทคโนโลยีทำให้เราค่อนข้างสะดวกสบายขึ้นครับ เราเข้าใช้งานแอพ หรือเว็บไซต์อะไร ส่วนมากก็จะกรอกชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านแค่ครั้งแรกครั้งเดียวเลย แล้วระบบมันก็จะช่วยจำให้เลย ครั้งต่อๆไปเราก็แค่กดเข้าแอพ หรือเว็บไซต์ มันก็จะเข้าใช้งานได้เลย สะดวก สบาย รวดเร็ว แต่ก็แฝงไว้ด้วยความเสี่ยงที่ว่า ถ้าเราต้องเปลี่ยนเครื่องที่ใช้งานล่ะ เราจะจำทั้งชื่อผู้ใช้ และรหัสได้หรือไม่

       เอาง่ายๆ ยกตัวอย่าง 2 แอพยอดนิยมในโทรศัพท์ นั่นก็คือ Facebook และ Line

       Facebook ใช้อีเมล์ หรือเบอร์โทรศัพท์เป็นชื่อผู้ใช้ เรากรอกแค่ครั้งแรก ครั้งเดียว แล้วระบบก็จำให้เลย แล้วถ้าสมมุติว่าเราใช้งานโทรศัพท์เครื่องนี้ยาวๆสัก 2 ปี ถามว่าเราจะยังจำรหัสผ่านได้หรือไม่ บางคนจำรหัสผ่านไม่ได้ก็ทำการขอรหัสผ่านใหม่ผ่านทางอีเมล์ แต่แล้วก็เพิ่งรู้ตัวว่า อีเมล์เราก็จำรหัสผ่านไม่ได้อีก ฮาเลยครับ เพราะเคยเจอกับตัวมาแล้ว เพื่อนกันนี่แหละครับ จนต้องเปลี่ยนทั้งอีเมล์ และเฟสบุ๊ค

       Line ก็คงพอๆกับเฟสบุ๊คครับ แต่บางทีอาจจะหนักกว่าซะด้วยซ้ำ เพราะบางคนยังเข้าใช้งานเฟสบุ๊คผ่านคอมบ้างนะ อาจจะกรอกชื่อผู้ใช้ กรอกรหัสผ่านบ้างบางครั้งเลยทำให้จำได้ แต่ไลน์นี่ ส่วนมากร้อยละ 80 เล่นในโทรศัพท์ยาวๆเลย ไม่เคยเล่นในคอมเลย (ผมก็เคยเป็น 1 ใน 80% แต่ยังดีที่จำรหัสผ่านได้) ผมเลยคิดว่าเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ที ก็คงต้องเปลี่ยนไลน์ด้วยแน่ๆ เพราะมันลืมรหัสผ่านไปแล้วไงครับ

       แล้วในชีวิตเราก็ไม่ได้มีแค่ 2 แอพนี้เท่านั้นที่ต้องจำรหัสผ่านนะครับ แอพธนาคาร แอพทวิตเตอร์ แอพของทางราชการ แอพๆๆๆ แอ๊บแอ้!!! (ไม่ใช่ละ) แล้วถ้าคุณเคยจ่ายภาษี คุณจะต้องเจอกับการเข้าเว็บไซต์เพื่อจ่ายภาษีปีละ 1 ครั้ง ชื่อผู้ใช้ง่ายหน่อยเพราะมันใช้เลขบัตรประชาชน แต่รหัสผ่านนี่สิ ใช้แค่ปีละครั้ง ลืมสิครับ ก็ต้องขอรหัสผ่านใหม่ ทำไม๊ทำไมไม่ทำรหัสผ่านแบบ OTP ไปล่ะน้อออออ (OTP = One Time Password คือชุดรหัสผ่านใช้ครั้งเดียวที่ระบบของเราสร้างขึ้นเพื่อความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางอินเทอร์เน็ต)

       ยกตัวอย่างแค่นี่ก็พอนะครับ เพราะตอนนี้หลายคนก็อาจจะเริ่มกลุ้มใจละ เฮ้ย ชื่อผู้ใช้ กับ รหัสผ่านของเรา มีอะไรบ้างหว่า ถ้าโทรศัพท์พัง ต้องเปลี่ยนโทรศัพท์ใหม่ ก็ต้องเปลี่ยนเฟสบุ๊ค เปลี่ยนไลน์ด้วยแน่ๆเลย

       เอาน่ะ อย่าเพิ่งเครียดครับ ถึงวันนี้เราจะพลาดไปแล้ว แต่เราก็แก้ไขในวันข้างหน้าได้ครับ ผมอยากจะให้ท่านผู้อ่าน พยายามออกจากระบบทุกครั้งที่เลิกใช้งาน แล้วก็ค่อยเข้าระบบใหม่ครับ ถึงมันจะดูยุ่งยาก แต่มันก็ทำให้เราไม่ลืมทั้งชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านแน่นอนครับ รวมไปถึงความปลอดภัยที่คนอื่นจะมาเล่นโทรศัทพ์ของเรา แล้วเข้าไปดู ไปอ่านอะไรๆที่เราไม่ได้อนุญาตด้วยนะครับ แต่สำหรับไลน์ อันนี้ก็คงต้องจดรหัสผ่านไว้ละครับ เพราะมันดันไม่มีปุ่มออกจากระบบซะงั้นแหละ

       ก็หวังว่าบทความนี้ จะช่วยให้เปลี่ยนวิธีการใช้งานแอพ หรือเว็บไซต์ไปบ้างนะครับ ก็เพื่อจะได้จำรหัสผ่านได้ ก็ควรต้องใช้งานมันบ่อยๆล่ะครับ จะได้จำครับ

ขอบคุณครับ
ต.ต้น

ตอนที่ 154 (บทความ) _ 6,500 บาท กับการวัดใจว่าจะโดนหลอกหรือไม่

6,500 บาท กับการวัดใจว่าจะโดนหลอกหรือไม่
30 ตุลาคม 2562

       22 สิงหาคม 2562

       ในวันนั้นผมก็เข้าไปดูกระทู้พันทิปตามปกติแหละครับ เลื่อนไป เลื่อนมา จนมาเจอกระทู้ชื่อ 'ช่วยด้วยค่ะ เดือดร้อนจริงๆ' ด้วยความสงสัยว่าเดือดร้อนอะไรกันนะจึงกดเข้าไปดู ก็ถึงบางอ้อว่า อ๋อ เดือดร้อนเรื่องเงินนี่เอง แล้วก็ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ ว่าอยากจะช่วย ก็เลยถามหยั่งเชิงไปตามรูปล่ะครับ



       ตอนแรกก็ตั้งใจจะช่วยแค่ 2,000 เพราะไม่กล้าช่วยเยอะ คนสมัยนี้มันไว้ใจยาก ขนาดเพื่อนกันยังโกงกันเลย ยืมตังค์ไปก็ไม่คืน ทวงจนคนทวงอาย ทวงจนไม่กล้าทวง มันก็ยังไม่คืน แล้วจะมาช่วยคนที่ไม่รู้จักในพันทิป มันต้องใจกล้าขนาดไหน คิดดูครับ

       ตามต่อจากในกระทู้ น้องก็เข้ามาคุยต่อในข้อความพันทิป ผมก็สอบถามล่ะครับว่า เหตุการณ์มันเป็นยังไง ทำไมอยู่ๆมาตามหาเงินตั้ง 8,000 บาทในพันทิป ซึ่งมันเป็นจำนวนเงินที่เยอะมากๆนะ

       น้องบอกว่า เงิน 8,000 จะเอาไปคืนลุง เพราะตอนแรกยืมลุงมา 5,000 แล้วก็ยืมลุงอีก 3,000 ซึ่งเงิน 8,000 ที่ยืมลุงมาคือ เอาไปจ่ายค่าเล่าเรียน (ค่าเทอมนั่นแหละ) แต่ตอนนี้ลุงต้องการเงิน 8,000 คืนด่วน เพราะลุงจะเอาเงินไปจ่ายค่าแรงคนงาน

       เอาล่ะสิ ทีนี้ด้วยความที่ว่า ผมเนี่ยค่อนข้างจะใส่ใจในเรื่องของการเรียนซะด้วยสิ แล้วมีคนเดือดร้อนเรื่องเงินเพื่อจะเอาไปจ่ายค่าเทอม ถ้าไม่จ่ายก็อาจจะอดเรียน งานนี้ผมก็อดไม่ได้ที่จะช่วยน่ะสิครับ

       น้องก็ขอร้องอย่างหนัก ไอ้ผมก็อยากจะช่วยนะ แต่เงินมันไม่มีมากพอน่ะสิ บวกกับความไม่มั่นใจว่า จะโดนหลอกมั้ยว้า แต่ก็นะ ช่วยก็ช่วย เลยแอดไลน์น้องไปเพื่อคุยกันต่อ



       หลังจากแอดไลน์ไปแล้ว น้องก็บอกว่าน้องอยู่ ม.6 แล้วก็ส่งรูปสำเนาบัตรประชาชน และรูปสำเนาทะเบียนบ้านมาให้เลย ขอร้องให้ช่วยหน่อย ไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้ว เออ...มาจัดเต็มขนาดนี้ ก็คงเชื่อใจได้ล่ะน่า ก็เลยโอนไป 2,000 ครับ

       น้องก็ขอบคุณอย่างมาก แล้วก็สัญญาว่าจะรีบคืนให้เร็วที่สุด แล้วน้องก็หายไป เพื่อไปหายืมคนอื่นต่อ จนค่ำๆน้องโผล่มาอีก บอกขอให้ช่วยอีกได้มั้ย เพราะไม่รู้จะไปหาใคร ถามใครก็ไม่มีใครช่วย บอกเพื่อนลุง (ผมเป็นลุงแล้วนะครับ เด็ก ม.6 อายุ 18 อายุห่างจากผม จนผมเป็นลุงไปแล้ว) ให้หน่อยได้มั้ย เผื่อมีคนช่วย โธ่ หนูเอ้ยยยยยย...ใครมันจะไปกล้าช่วย มีแต่ลุงนี่แหละที่กล้า

       สรุปแล้วคุยไปคุยมา ผมก็ช่วยไปอีก 2,000 รวมเป็น 4,000 บาทถ้วนครับ

       วันถัดมา น้องก็มาขอบคุณใหญ่เลยครับ แล้วก็สัญญาว่าจะรีบคืน เพราะไม่อยากเป็นหนี้ แล้วก็เกรงใจลุง (อีก 4,000 ผมไม่รู้ว่าน้องไปยืมใคร แต่ก็ได้ครบ 8,000 ทันเวลา)

       4 กันยายน 2562

       "ลุง ขอยืมอีก 2,500 ได้มั้ย" ไม่รู้ว่าอะไรยังไงครับ อยู่ๆก็โผล่มาขอยืมเพิ่มอีก ไอ้เราก็นึกว่าจะโผล่มาคืนซะอีก

       ผมจำไม่ได้แล้วว่า อีก 2,500 นั้นเอาไปทำอะไร แต่ก็เหมือนรอบ 8,000 นั่นแหละครับ คือรีบๆ ช่วยหน่อยๆ ถ้าไม่ได้นะจะเดือดร้อนหนักเลย โชคดีว่าเป็นต้นเดือน ก็เลยมีให้ยืมเพิ่ม รวมเป็น 6,500 บาทเข้าไปแล้ว ถ้าถามว่าทำไมกล้าให้เพิ่ม ก็เพราะระหว่างที่น้องเป็นลูกหนี้อยู่นั้น น้องไม่หายไปไหนครับ น้องไลน์คุยอยู่บ่อยๆ เล่าเรื่องเรียนบ้าง ถามเรื่องความเป็นอยู่บ้าง  ก็ถือว่าไว้ใจได้ในระดับหนึ่งล่ะครับ

       3 ตุลาคม 2562

       ไม่รู้ว่าน้องไปได้เงินมาจากไหนนะครับ อยู่ๆน้องก็เอาเงินมาคืนทีเดียว 6,500 เลย ซึ่งผมก็แปลกใจมาก แต่ก็ดีใจมากเช่นกันที่เด็ก ม.6 คนหนึ่ง มีความจริงใจ และรักษาสัญญาดีมากๆ น้องเป็นคนดีคนหนึ่งของสังคมได้แน่ๆ ถ้าสังคมไม่บีบให้น้องต้องเดินทางผิดนะครับ

       แต่ด้วยความที่ว่า ญาติของน้องจะมาเที่ยวหา น้องเลยบอกว่า ขอเงินคืนก่อน 3,000 ก่อนได้มั้ย ขอเงินติดกระเป๋าไว้สักหน่อย แล้วจะคืนให้อีกที ซึ่งผมก็ไม่ขัดล่ะครับ เพราะน้องไว้ใจใด้ขนาดนี้



       จากเรื่องราวดังกล่าวต้องบอกว่าผมใช้ความกล้ามากๆ ที่ให้เงินคนอื่นที่แทบจะไม่รู้จักยืมถึง 6,500 แต่ก็ต้องบอกอีกว่า โชคดีมากๆที่เจอคนจริงใจ ไม่หลอกลวง ไม่งั้นผมก็คงได้ประสบการณ์เลวร้ายแน่ๆ ต้องขอบคุณน้องที่ทำให้ผมได้รับประสบการณ์ที่ดีๆแบบนี้ และก็ได้เจอมิตรภาพระหว่างเด็ก ม.6 กับลุงอายุจะ 40 แล้ว ซึ่งตอนนี้ผมกับน้องก็ยังคุยกันอยู่ (ก็แน่ล่ะ หนี้ยังไม่หมด ฮ่าาาา)

       แต่ก็มีเรื่องอยากจะเตือนน้อง หรือใครๆที่ได้อ่านบทความนี้ไว้อย่างนะครับว่า ถ้าต้องส่งสำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาทะเบียนให้คนอื่น ควรขีดเส้นทับ แล้วเขียนระบุทับลงในสำเนาด้วยว่า ใช้เพื่ออะไร เพราะการส่งสำเนาเปล่าๆ มันเสี่ยงที่จะโดนคนไม่ดี เอาไปทำเรื่องไม่ดีได้นั่นเอง

       ปล. นี่ผมคุยกับน้องมา3 เดือนแล้วนะเนี่ย แต่ยังไม่เคยเห็นหน้าน้องเลย จะมีใครเหมือนผมมั้ยนะ คุยกับใครสักคน แต่ไม่เคยเห็นหน้าคนที่คุยด้วย ฮ่าาาา

ขอบคุณครับ
ต.ต้น

ตอนที่ 153 (บทความ) _ สาวรับงาน กับเส้นทางชีวิตที่พลิกผันจนมาถึงจุดนี้

สาวรับงาน กับเส้นทางชีวิตที่พลิกผันจนมาถึงจุดนี้
29 ตุลาคม 2562

       ชีวิตคนเราที่เกิดมานั้น จะมีอยู่ 1 สิ่งที่มีเท่ากันเลยก็คือ เวลา เพราะทุกคนจะมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่อย่างอื่นอีกมากมายนั้นล้วนไม่เท่ากัน เช่น หน้าตา ความสูง น้ำหนัก ฐานะทางบ้าน และอื่นๆอีกมากมาย รวมไปถึงโชคชะตาชีวิต หรือที่เรียกว่า ดวง

       เรื่องราวที่จะได้อ่านต่อไปนี้ คือเรื่องราวของน้องผู้หญิงคนหนึ่งที่ผมได้รู้จัก และก็ได้พูดคุยกันพอสมควร ซึ่งเรื่องราวอาจจะดูเหลือเชื่อเหมือนละคร หรือนิยายที่แต่งขึ้นมา แต่ก็อย่าลืมว่าละครมันก็เอาเรื่องราวมาจากชีวิตจริงด้วยเหมือนกัน

       เรื่องราวที่มาของการขายรูปโป๊ ขายคลิปโป๊ของตัวเอง การเป็นพริตตี้ การรับงานเดี่ยว รวมไปถึงการรับงานสวิง เรียกได้ว่าเป็นงานที่สังคมค่อนข้างยังไม่เปิดใจ เปิดกว้างยอมรับสักเท่าไหร่ แต่น้องก็มาถึงจุดนี้เพราะมีสาเหตุ และเหตุผลที่น่าสนใจเลยทีเดียว ซึ่งเรื่องราวของน้องก็เป็นเพียง 1 เรื่องราวในสาเหตุ และเหตุผลอีกมากมาย ที่ทำให้ทุกวันนี้มีสาวๆวนเวียนอยู่ในโลกของการรับงานเพิ่มขึ้นอีกมากมาย บางคนก็อาจจะมีสาเหตุแบบเรื่องราวของน้อง แต่ก็อาจจะมีอีกหลายๆคนที่ตั้งใจโดดเข้ามาทำงานนี้โดยสมัครใจ

       โดยน้องได้แชร์ประสบการณ์ไว้ดังนี้...

       มีคนถามเกี่ยวกับเรื่องของเรา เราจะมาเล่า เรื่องราวก่อนที่จะมาเป็นเราในทุกวันนี้ ก่อนที่เราจะเริ่มขาย มันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะ ใครที่มีลูกสาว-หลานสาวก็ควรดูไว้ เลี้ยงพวกเขาดีๆ อย่าปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียว หรืออยู่กับผู้ชายตามลำพัง บางทีอาจเป็นคนใกล้ตัว พี่ น้า อา ลุง จิตใจคนถ้าเหมือนสัตว์ มันก็คือ สัตว์

       การโดนคนในครอบครัวล่วงละเมิดทางเพศ มันน่าอาย น่าเสียใจ รู้สึกเจ็บปวด ตอนนั้น 6 ขวบ แต่เรื่องมันก็เหมือนเกิดขึ้นเมื่อวานทุกวัน เราแอบพ่อแม่ร้องไห้บนห้องทุกทีที่มันเดินผ่านมาที่บ้าน โดยคนๆนั้นคือ ตา (ซึ่งเป็นเพื่อนของตาแท้ๆเรา ไม่ใช่ตาแท้ๆนะ) จับจิ๋ม กัดหัวนม เราวิ่งหนีทัน และไม่ได้บอกเรื่องนี้กับใคร

       โตมาอีกนิด อายุ 10 ขวบ บ้านเราเกี่ยวข้าว มีพวกคนที่พ่อจ้างมา มาช่วยกันเกี่ยวข้าว ตกเย็นก็กินเหล้าสังสรรค์ เราโดนลุงข้างบ้านที่มาช่วยพ่อที่เมาแล้วเรียก เราเดินไปหาด้วยความเป็นเด็ก เราเดินเข้าไปลุงจับเราจูบปาก บีบนมเรา จับจิ๋มเราต่อหน้าคนนับสิบ คนที่้เป็นญาติกันไม่มีใครช่วยเราสักคน เราวิ่งหนีขึ้นบ้าน ล็อกประตู คืนนั้นเราแอบเอาผ้าขนหนูปิดปาก ปิดจมูก เช็ดน้ำมูกและน้ำตา เรานอนไม่หลับ และร้องไห้ทั้งคืน และกลั้นเสียงไว้ทั้งคืนไม่ให้ใครรู้ เราเสียใจ และอาย และรู้สึกว่าตัวเองด่างพร้อย

       จนอายุ 15 อยากมีแฟน ก็ให้เขาเปิดซิง เพราะอยากลบความด่างพร้อย อยากมีที่พึ่งทางใจ แต่พอมีแฟน ไอ้เหี้ยเย็ดแล้วนอกใจ ไปเย็ดเด็กที่เรียนอาชีวะด้วยกัน เหมือนโดนแทงซ้ำเป็นสิบๆแผล จนเข้ามหาลัยก็ไม่เคยลืมเรื่องที่เกิดขึ้น บางคืนก็ฝันร้าย และลุกมาร้องไห้ตอนดึกๆ กับเรื่องเดิมๆ ตอนที่โดนตาลุงแก่ๆจูบปาก กัดหัวนม จับตรงจิ๋ม

       จนมามีแฟนอีกครั้ง พ่อแม่ส่งเงินมา ไม่ให้เงินมันก็โดนไถ โดนตบตีจนเอวช้ำ มานั่งเรียนระบม หนีออกมาได้ตอนที่เรียนจบละย้ายหอ เดินออกมากลางคืน 7 กิโลไม่เคยลืม เราเป็นคนรักเดียวใจเดียว เจอผู้ชายจนก็ตบตีไถเงิน เจอผู้ชายมีเงินก็เที่ยวผู้หญิง โดยรวมแล้วเหี้ย ไม่เคยเจอดีๆเลย (ชีวิตของคนเรามันต่างกันจริงๆนะครับ แล้วเรื่องราวชีวิตรักที่แย่ๆแบบนี้ มันก็มีอยู่จริงๆนะครับ เพราะเรื่องราวของน้องคนนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ผมได้รับรู้มาจากผู้หญิงอีกหลายๆคน บางคนโดนทำร้ายร่างกายปางตายเลยก็มีนะครับ คนที่มีรักดีๆ รักที่อบอุ่น จะไม่มีทางเข้าใจเลยล่ะ)

       เมื่อ 3 ปีก่อน เราร้องไห้หนักมาก เพื่อนเราที่รับงานอยู่เข้ามากอดเรา เราเลยเล่าเรื่องทั้งหมดให้เพื่อนฟัง เพื่อนคนนั้นบอกเราว่า "อย่าร้องไห้ และอย่าให้ใครมาเอาฟรีอีก" เราเลยตัดสินใจจะไม่มีแฟนอีก เพื่อนชวนไปทำพริตตี้ด้วยกัน ชวนไปรับงานเดี่ยว เริ่มรับงานสวิงจนไม่กลัว และเริ่มขายรูปโป๊ คลิปโป๊ของตัวเอง เรารับงาน ได้เงิน ส่งเงินค่าน้ำค่าไฟให้ที่บ้าน ค่ากินให้น้องไปโรงเรียน ก็แฟร์ดี เราไม่จำเป็นต้องมีใคร เราเลยทำแบบนี้ เลือกที่จะทำ

       เรื่องลูกค้าก็มีหลายรูปแบบ อายุตั้งแต่ 18 จนถึง 76 ก็มี บางคนดี บางคนร้าย รุนแรง กัดหัวนมจนเป็นแผล เราเรียนรู้งาน เป็นงาน และถึงวันนี้เราไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกแล้ว ก็ดีแล้วนิ รับงานได้ ทำงานได้ (น้องมีงานประจำทำอยู่นะครับ รับงานคืองานเสริม) มีเงินส่งที่บ้าน มีเลี้ยงตัวเอง

       เราว่า การที่มาเป็นโสเภณี เป็นกะหรี่แล้วได้เงิน ก็ยังดีกว่าการที่ไปให้พวกมันกระทำฟรีๆ ให้มันเย็ดแบบฟรีๆ และแถมนอกใจ ไม่เคยเป็นที่พึ่งทางใจอะไรได้เลย เรายอมเป็นกะหรี่จะดูมีค่ากว่าเป็นเมียพวกมัน เราไม่มีอะไรจะเสีย เราควรจะมีจูบแรกที่ดี มีรักที่ดีๆแบบคนทั่วไป แต่มันไม่มีอยู่จริง (สัมผัสได้ถึงความแค้นที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของน้อง)

       มีคนนินทาด่าว่าก็ไม่สน เราเต็มใจเป็นแบบนี้ และมีความสุขดี ถ้าได้เห็นแม่พี่น้องมีเงินกิน มีเงินใช้จ่ายจากเรา...จบแล้วครับ เรื่องราวจากคำบอกเล่าของน้อง

       อ่านจบแล้วเชื่อว่าหลายๆคนคงจะคิดว่า นี่เรื่องจริง หรือเรื่องแต่ง แล้วเรื่องที่มารับงานก็ไม่น่าเกียวกับเรื่องราวในวัยเด็กตรงไหนเลย มันน่าจะแค่เรื่องมีแฟน แล้วเจ็บช้ำมามากกว่า เอาเป็นว่าไม่มีใครรู้เรื่องนี้ได้ดีนอกจากตัวของน้องเองนะครับ เราไม่ไปตัดสินน้องเนาะ

       หลายๆคนอาจจะบอกอีกว่า ก็ไม่น่าต้องมาทำแบบนี้ก็ได้นี่ อย่างอื่นมีให้ทำเยอะแยะ ทำไมไม่ไปทำ แต่ก็นะ ผมคิดว่าถึงจุดๆนี้แล้ว เราควรเปิดใจ ยอมรับ และเคารพในสิ่งที่น้องเขาเลือก จะดีกว่าที่เราจะไปบอกว่าควรทำอย่างโน้น อย่างนี้ แต่ก็ได้แค่แนะนำว่า "ควรทำ" แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้นอกจากพูด ชีวิตน้องเขาเลือกแบบนี้แล้ว แม้จะไม่เห็นด้วย แม้จะไม่สนับสนุน แต่ก็ไม่ควรไปห้าม หรือขอให้หยุด เพราะนี่คือทางเดินของน้องเขาที่เลือกแล้ว เราไปกำหนดทางเดินให้น้องเขาไม่ได้หรอก

       ปล1. โลกไม่ได้สวยทุกที่ และก็ไม่ได้มืดดำไปทุกที่ คนที่โลกสวยก็มีสิทธิ์ไปที่มืดดำ เช่นกันว่าคนที่มืดดำก็มีสิทธิ์ไปที่โลกสวยด้วยเช่นกัน

       ปล2. งานที่น้องทำก็ไม่ได้ทำให้ใครต้องเดือดร้อน แค่สังคมยังไม่เปิดกว้างเท่านั้นเอง

       ปล3. ไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น น้องยอมรับเอง และจะแก้ปัญหาเอง ไม่ต้องเดือดร้อนแทนน้องกันนะครับ.

       ปล4. ในอนาคตข้างหน้า ก็หวังว่าน้องจะได้เจอคนดีๆ มีครอบครัวที่อบอุ่นนะครับ

ขอบคุณครับ
ต.ต้น

ตอนที่ 152 (บทความ) _ จิตใจที่สามารถสงบลงได้ด้วยเพราะ เพลง

จิตใจที่สามารถสงบลงได้ด้วยเพราะ เพลง
24 ตุลาคม 2562

       เคยหรือไม่ครับ ที่ฟังเพลงที่มีจังหวะ และทำนอง หรืออาจจะรวมไปถึงเนื้อร้องที่เราชอบ แล้วจิตใจของเรานั้นสงบลงได้อย่างน่าประหลาดใจ

       ผมคิดว่าคนที่มีดนตรีในหัวใจ หรือคนที่ชอบฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจ จะต้องมีเพลงโปรดที่ฟังแล้วรู้สึกถึงการเข้าสู่ความสงบของจิตใจตัวเองสัก 1-2 เพลงแน่ๆครับ มันจะเป็นเพลงที่เราฟังแล้ว มันลงตัวในความรู้สึก โดยเฉพาะจังหวะ และทำนองของเพลงที่มันช่วยทำให้เราสงบลงได้อย่างน่าประหลาดใจ ไม่ว่า ณ ตอนนั้นเราจะอารมณ์ขุ่นขนาดไหน แต่พอได้ฟังเพลงนี้แล้ว เราก็จะสงบลงได้ทันที ใจเย็นลงทันที

       โดยตัวผมเอง ณ ตอนนี้นะครับ ก็จะเป็นเพลงญี่ปุ่นล่ะครับที่ทำให้จิตใจสงบลงได้ (เพราะเพลงที่ทำให้จิตใจสงบลง สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา) จะเป็นเพลงมีที่จังหวะ และทำนองไม่เร็วจนเกินไป ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมพอได้ฟังเพลงเหล่านี้แล้วจิตใจสงบลงนะครับ แต่ที่รู้ๆคือ ทุกครั้งที่รู้สึกหงุดหงิด จะต้องใช้เพลงใดเพลงหนึ่งใน 4 เพลงนี้ หรือฟังวนทั้ง 4 เพลงเลย เพื่อช่วยทำให้ตัวเองสงบลงได้ทุกครั้งเลยครับ (ณ ตอนนี้มีอยู่ 4 เพลงที่ฟังแล้วจิตใจสงบลง)

       ก็ไม่ได้มาโปรโมทศิลปินที่ตัวเองชอบหรอกนะครับ เพราะแต่ละคนก็ฟังเพลง และชื่นชอบศิลปินนักร้องที่ไม่เหมือนกัน แต่ที่จะบอกคือ จังหวะ และทำนองเพลงประมาณนี้แหละ ที่ทำให้ผมสงบลงได้ครับ

       TWICE - Wishing

       TWICE - STAY BY MY SIDE

       WASUTA(わーすた )- SUPER ARIGATO

       IU(아이유) - 너의 의미 Concert Live (อันนี้เพลงเกาหลี)

       และแถมเพลงอมตะ ที่ฟังทีไรก็สงบ และคิดถึงบ้าน แอ๊ด คาราบาว - ทะเลใจ

       การฟังเพลงมีผลต่ออารมณ์ และจิตใจของเรามากกว่าที่คิดนะครับ ไม่ว่าจะทำให้ฮึกเหิม เศร้า เสียใจ แอบรัก อบอุ่น สงบ หรือแม้กระทั่งง่วงนอน เพราะฉะนั้นแล้ว จึงอยากให้หันมาฟังเพลงกันบ้างนะครับ อย่ามัวแต่เล่นเกม จนกลายเป็นคนอารมณ์ร้อนอย่างช้าๆโดยไม่รู้ตัว

ขอบคุณครับ
ต.ต้น

ตอนที่ 151 (บทความ) _ วาสุตะ / Wasuta (The World Standard)

วาสุตะ / Wasuta (The World Standard)
19 ตุลาคม 2562

       ในวันนั้นผมจำได้ว่า ผมกำลังหาดูคลิปที่เกี่ยวกับเพลงร็อคของวงญี่ปุ่นอยู่ ซึ่งก็ดูไปเรื่อยๆหลายๆวง โดยที่ในใจก็หวังว่าจะได้เจอสักวงที่ไม่ค่อยดังมากให้ได้ติดตาม (ไม่อยากติดตามวงดัง มันไม่เท่ ฮ่าๆๆๆ) เพราะผมก็ติดตามวงของเกาหลีอยู่ 1 วงคือ ทไวซ์ (Twice) และวงของไทยอีก 1 วงคือ สเวท16 (Sweat16) จะเพิ่มวงญี่ปุ่นอีกสักวงจะเป็นไรไป เพราะเอาจริงๆผมก็คุ้นเคยกับภาษาญี่ปุ่นมานานมาก ตั้งแต่เริ่มเล่นเกมสมัยเด็ก จนไปถึงหนัง AV เฮ้ย!!! ไม่ใช่ การ์ตูนญี่ปุ่นต่างหาก

       และแล้วอยู่ๆยูทูปก็ขึ้นโชว์แนะนำเพลงของ wasuta ขึ้นมา 1 เพลง ซึ่งเป็นเพลงในโหมดของ STUDIOLIVE หรือการเล่นสดนั่นเอง และตัวคลิปก็เพิ่งปล่อยออกมาได้เพียง 1 วันเอง ซึ่งถือว่าใหม่มาก ทำให้ผมกดดูสิครับ

       ความรู้สึกแรกที่ได้เห็นทั้ง 5 สาวคือแบบ...ชุดอะไรของน้องๆเนี่ย มันดูน่ารักดีนะ แถมมีหูแมวอีก ดูแวบแรกจำหน้าได้ 2 คนทันทีคือ นานาเซะ กับ ฮาซูกิ ส่วนอีก 3 คนรู้สึกว่าหน้าคล้ายๆกัน เลยยังแยกไม่ออก จำไม่ได้

       ในส่วนของเพลงยอมรับเลยว่าจังหวะแม้จะไม่ได้ร็อคมาก แต่ก็โยกหัวได้ แบบเฮ้ย...มันได้ว่ะ เนื้อร้องก็จำได้แบบงงๆ บวกกับดูสาวๆทั้งเต้นทั้งร้องสด จนความสนุกของเพลงบวกกับความสดใสของสาวๆทั้ง 5 คน สรุปแล้วคือ โดนตกเรียบร้อยครับ โดยเพลงนั้นคือ NEW にゃーくにゃくにゃ水族館2 ซึ่งเพลงนี้หากได้ฟังในเวอร์ชั่นธรรมดาที่ไม่ใช่ Live นะ รับรองว่าไม่โดนตกแน่นอน

       หลังจากที่โดนตกจากเพลงแรกที่ได้ฟังไปแล้ว ก็ค่อยๆไล่ดูไล่ฟังเพลงอื่นๆเพิ่มเติม ซึ่งพอได้ฟังเพลง ได้ดูสาวๆมากขึ้น ก็ยิ่งรู้สึกชื่นชอบมากขึ้นตามไปด้วย สาวๆน่ารักกันมากจริงๆ แฟชั่นชุดแต่ละเพลงก็อลังการจัดเต็มซะเหลือเกิน และที่ทำให้ยิ่งตกหลุมรักสาวๆวงนี้ก็คือ ไม่ว่าจะทำอะไรเสร็จก็ตาม เช่น ร้องเพลงเสร็จ ทำกิจกรรมต่างๆเสร็จ ก็มักจะกล่าวขอบคุณตลอดๆ ซึ่งดูเป็นเด็กที่อ่อนน้อมมากๆ ทำให้ผมรักเลย (จริงๆมันก็เป็นทุกวงแหละ แต่ด้วยความที่เราติดตามวงนี้วงเดียว ก็เลยทำให้เราได้เห็นแค่วงเดียวไง ฮ่าๆๆๆ)

       ล่าสุดทางวาสุตะก็ได้มางานเพลงที่เมืองพัทยา ประเทศไทยของเรา แน่นอนว่าผมก็ไม่พลาดตามไปดูตัวจริง ตอนแรกก็คิดนะว่า ตัวจริงน่าจะต่างจากในคลิปบ้างล่ะน่า แต่พอเจอตัวจริงเข้า เออเฮ้ย เหมือนหลุดออกมาจากคลิปเลย เหมือนเป๊ะ ฟังเสียงร้องสดตอนแสดงก็เป๊ะ เรียกว่าคุ้มค่ามากที่ลงทุนตามไปหาสาวๆ (ในรูปมีผมด้วยนะ ลองหาดูเถอะ อิอิ)


       เขียนมาขนาดนี้แล้ว ก็ขอแนะนำตัวสาวๆให้สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักสาวๆ แต่อยากลองรู้จักดูนะครับ (ข้อมูลจาก Wikipedia)


       Hazuki Sakamoto (ฮาซูกิ) ผมยกให้เป็นตัวป่วนประจำวงเลยครับ ขี้เล่น ชอบแกล้งน้องๆในวง เพราะเธอคือพี่ใหญ่ของวง (แต่ตัวเล็กที่สุดในวง) มีเสน่ห์ที่ทรงผมที่ไม่เหมือนใครในวง ทำให้จำได้ง่าย แม้ดวงตาจะเหมือนคนตาเศร้า แต่นิสัยไม่เศร้าเลย ร่าเริงสุดๆ พลังเหลือล้น

       Nanase Hirokawa (นานาเซะ) หัวหน้าวง และนักร้องหลักคู่กับรูกะ เป็นคนที่มีความสามารถค่อนข้างหลากหลาย ดูมีความเป็นผู้นำสมกับที่ได้เป็นหัวหน้าวง เสน่ห์ของเธอคือ ใบหน้าที่จำได้ง่ายมาก รอยยิ้ม และเขี้ยวเสน่ห์(เล็กๆ)ด้วย แต่เป็นคนที่ค่อนข้างจะขี้กลัว ขี้ตกใจ และร้องไห้ง่ายมาก เอ๊ะ มันขัดๆกับความเป็นหัวหน้าวงนะ แต่เอาจริงๆคือ ถ้าเรื่องของวงเธอจะดูเป็นผู้นำมาก แต่พอเป็นเรื่องส่วนตัว เธอจะเหมือนเป็นเด็กๆเลยล่ะ

       Miri Matsuda (มิริ) สาวอารมณ์ดี๊ดี ยิ้มง่าย ถูกเพื่อนๆในวงยกให้เป็นคนที่น่ารักที่สุดของวง แต่เธอก็นิสัยน่ารักจริงๆแหละ เป็นคนที่แสดงออกทางสีหน้าได้ค่อยข้างชัดเจนมาก เป็นคนโก๊ะๆ เปิ่นๆ เสน่ห์ของเธอคือ รอยยิ้มที่สดใส และเสียงแหลมๆน่ารักๆที่พอได้ยินเสียงแล้ว รู้ได้เลยทันทีว่าคือ มิริ

       Ririka Kodama (ริริกะ) เป็นคนที่มี 2 หน้า โดยถ้าไม่ยิ้ม ทำหน้าเฉยๆนิ่งๆ จะดูหน้าเศร้าๆเบื่อโลก (แล้วดันเหมือนจะเป็นคนยิ้มยากด้วยนะ) แต่ถ้าได้ยิ้มล่ะก็นะ จะทำให้โลกสดใสมากเลยล่ะ ชอบแกล้งเพื่อนในวงเหมือนกันฮาซูกิ แต่ไม่เท่าฮาซูกิ เสน่ห์ที่ชัดเจนเลยก็คือ รอยยิ้มที่สดใสมากๆ แล้วยังมีแก้มเยอะ แก้มที่น่าหยิกอีกด้วย

       Ruka Mishina (รูกะ) เป็นนักร้องหลักคู่กับนานาเซะ และเป็นน้องเล็กของวงด้วย เป็นคนที่มีความสามารถทางดนตรีสูงที่สุดในวงก็ว่าได้ จนดูเหมือนเธอเป็นคนแบกวงเลยทีเดียว หน้าตาเธอน่ารัก แต่ดูค่อนข้างนักเลงหาเรื่องเลยทีเดียวเหมือนกัน เหมือนจะเป็นคนยิ้มยากอยู่พอสมควร (ยิ้มยากแข่งกับริริกะ) เสน่ห์ของเธอคือ เสียงร้องที่ทรงพลังนี่แหละครับ และยังมีฟันกระต่ายเพิ่มความน่ารักอีกด้วย

       ผลงาน MV ของ wasuta

       Wikipedia : The World Standard

       เอาล่ะครับ คร่าวๆก็คงประมาณนี้ล่ะครับ ก็หวังว่าจะมีคนชื่นชอบวาสุตะเป็นเพื่อนผมเพิ่มขึ้นบ้างนะครับ

ขอบคุณครับ
ต.ต้น

ตอนที่ 150 (เรื่องสั้น) _ 3 เดือน 2 วัน

3 เดือน 2 วัน
17 ตุลาคม 2562

       สวัสดีครับ ผมชื่อว่าบอสครับ ผมเป็นพนักงานธรรมดาๆคนหนึ่งในบริษัทเอกชน แล้วผมก็มีแฟนอยู่ 1 คน แน่นอนว่าถ้ามี 2 สองคนมันก็คงจะแปลกๆล่ะ แฟนของผมชื่อว่า ปลา ครับ

       ผมกับปลาเป็นแฟนกันมาแล้ว 7 ปีครับ พวกคุณเคยได้ยินคำว่า อาถรรพ์ 7 ปีหรือเปล่าครับ ไม่รู้ว่าพวกคุณจะเคยได้ยินกันหรือเปล่านะครับ แต่แน่นอนว่าผมเคยได้ยิน และผมก็เคยประสบพบเจอเหตุการณ์อาถรรพ์ 7 ปีนี้มาแล้วครับ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อจริงๆครับ เพราะพอเข้าปีที่ 7 ปลาก็ต้องย้ายที่ทำงานไปสาขาต่างจังหวัด ทำให้ผมกับปลาต้องห่างกัน มีโอกาสเจอกันแค่ปีละไม่กี่ครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าผมหรือปลาจะลางานได้หรือไม่ มันก็เลยเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น เหตุการณ์ที่ความเคยชิน ความผูกพันมันมาทำร้ายผม ซึ่งผมขอเรียกมันว่า 'ความหลง' ไม่ใช่ความรัก

       20 ตุลาคม 25xx

       "ตรู๊ดดดดด" เสียงโทรศัพท์ตั้งโต๊ะที่โต๊ะทำงานของผมดังขึ้น โดยเบอร์ปลายสายที่โชว์บนหน้าจอเป็นเบอร์ของโทรศัพท์มือถือ ไม่ใช่เบอร์ 02 ของในกรุงเทพ หรือเบอร์ติดต่อ 4 หลักภายในบริษัท

       "สวัสดีครับ" ผมรับสาย แล้วกล่าวทักทายตามมารยาท

       "สวัสดีครับ ฮัลโหลลลลล" ปลายสายไม่มีเสียงตอบรับกลับมา ทำให้ผมต้องกล่าวทักทายไปอีกรอบ

       "ตรู๊ดๆๆๆ" อยู่ๆปลายสายก็ตัดสายไป ผมก็เลยคิดว่า คงจะต่อเบอร์ผิดมาล่ะมั้ง เลยไม่กล้าพูดอะไร

       "ตรู๊ดดดดด" ทิ้งระยะเวลาไปราวๆ 2 ชั่วโมง ก็มีสายโทรเข้ามาอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นเบอร์ภายในบริษัท ซึ่งเบอร์ที่โชว์อยู่บนหน้าจอของโทรศัพท์นั้น เป็นเบอร์ที่ผมไม่คุ้นเลย เลยคิดว่าน่าจะโทรผิดแน่ๆ แต่ผมก็ต้องรับสายตามมารยาท

       "สวัสดีครับ" ผมกล่าวทักทายแบบงงๆ ว่าปลายสายคือใคร แล้วโทรผิดหรือไม่

       "สวัสดีค่ะ พี่บอสใช่มั้ยคะ" ปลายสายเป็นผู้หญิงเสียงใสๆ ทำเอาผมนั้นงงมากขึ้นไปอีก

       "ครับ ใช่ครับ" ผมตอบไป พร้อมคำถามในหัวว่าปลายสายคือใคร

       "อีฟนะคะ พี่บอสจำได้มั้ย เราเคยคุยกันบ้างแล้วที่โรงอาหาร" เมื่อปลายสายบอกชื่อของตัวเอง พร้อมกับประโยคที่ยาวขึ้น ทำให้ผมจำน้ำเสียงได้ และนึกออกทันทีว่าเธอคือใคร

       เธอคือ น้องอีฟ คนที่ผมเจอตอนที่ไปกินข้าวเที่ยงบ่อยๆที่โรงอาหารกับกลุ่มแผนกของเธอ น้องอีฟเป็นพนักงานใหม่ของบริษัทได้ 4 เดือนแล้ว แม้จะได้เจอกันบ่อยๆ แต่ก็ได้พูดคุยกับน้องเขาเพียง 5 ครั้งเท่านั้น ทำให้ผมก็ไม่รู้ว่า น้องอีฟโทรมาทำไม

       "อ่อ ครับ จำได้แล้วครับ น้องอีฟที่เจอที่โรงอาหารใช่มั้ย" พอจำได้ว่าใคร ก็เริ่มที่จะพูดคุยกันได้

       "ใช่แล้วค่ะ พอดีว่าหนูไม่มีเพื่อนคุยน่ะค่ะ ไม่ค่อยมีเพื่อนด้วย พี่บอสพอจะเป็นเพื่อนคุยให้หนูได้มั้ยคะ" น้องอีฟถามผมมาแบบนี้ มีเหรอที่ผมจะปฏิเสธ เพราะจริงๆแล้วน้องอีฟก็เป็นคนที่น่ารักคนหนึ่งเลยทีเดียว แล้วผมก็อยากได้น้องสาวไว้คุยเล่นสักคนด้วยเหมือนกัน

       "ได้สิครับ แต่พี่พูดไม่เก่ง พูดน้อยนะ อาจจะทำให้อีฟเบื่อก็ได้นะ" ผมออกตัวก่อนเลยว่า ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง เพราะนิสัยของผมจะชอบฟังอยู่เงียบๆมากกว่าการพูด

       "ไม่เป็นไรค่ะ พูดไม่เก่ง แต่ก็ยังดีกว่าหนูไม่มีเพื่อนคุยค่ะ เพราะทุกวันนี้หนูคุยกับพี่หนึ่งอยู่คนเดียว จนพี่หนึ่งจะไล่ให้ไปคุยกับหมอนข้างแล้วค่ะ" น้องอีฟดูจะเป็นคนที่พูดเก่งกว่าผมแน่นอน เพราะฟังจากการอธิบายที่ยืดยาวมากกว่าที่คนพูดน้อยอย่างผมจะพูดได้

       หลังจากที่ได้รู้จักกันแล้ว และผมก็ยินดีจะเป็นเพื่อนคุยให้น้องอีฟ เราก็คุยกันยาวราวๆครึ่งชั่วโมง จนมารู้อีกว่า เบอร์แปลกๆที่โทรมาเมื่อช่วง 2 ชั่วโมงก่อน คือเบอร์ของน้องอีฟนั่นเอง น้องอีฟบอกว่า อยากลองเช็คดูก่อนว่า เบอร์ภายในใช่เบอร์ของพี่บอสหรือเปล่า ก่อนที่จะรวบรวมความกล้าใช้เบอร์ภายในโทรมาอีกรอบทีหลัง

       "พี่บอสมีไลน์มั้ยคะ ขอแอดไลน์ได้มั้ย" หลังจากคุยกันได้สักพัก น้องอีฟคงอยากจะคุยให้มากกว่านี้ เลยขอไลน์ของผม

       "มีครับ ได้ครับ ไอดีxxx นะครับ" ผมก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะถ้ามีน้องไว้คุยเล่นก็ดีเหมือนกัน ก็เลยให้ไลน์ไป แล้วน้องอีฟก็วางสายไป สักพักไลน์ก็เด้งขึ้นมา

       อีฟ : "ทักทายค่ะ"
       ผม : "ไม่เหมือนๆๆ รูปโปรไฟล์ไม่เหมือนคนที่เจอที่โรงอาหารเลย ไม่คุ้นตายิ่งนัก" รูปโปรไฟล์ไลน์ของน้องอีฟ ดูไม่เหมือนน้องอีฟเลย จนผมต้องแกล้งแซวซะเลย

       อีฟ : "รูปนานแล้วค่ะ ก่อนจะเข้ามาทำงานที่นี่ ตอนนั้นผมสั้น เมื่อ 6 เดือนที่แล้วโน้น"
       ผม : "ถึงว่า ไม่คุ้นตาเลย" ตอนนี้ผมของน้องอีฟยาวกว่าในรูปโปรไฟล์เยอะเลย

       อีฟ : "ไม่ต้องตกใจนะคะ ในรูปย่อมสวยกว่าตัวจริง อิอิ บอกไว้ก่อน เดี๋ยวจะหาว่าหลอกลวง"
       ผม : "ไม่เหมือนๆๆ คนที่พี่เจอที่โรงอาหารหน้าตาไม่ใช่แบบนี้" ต้องยอมรับตามที่น้องอีฟบอกจริงๆครับ ว่าในรูปสวยกว่าตัวจริง จนผมต้องแซวไปอีกรอบ

       อีฟ : "สวยปะล่ะ"
       ผม :  "ไม่สวย"

       อีฟ : "อ้าว ไม่สวยอีก"
       ผม : "ในสายตาพี่ น่ารักมากกว่า" ผมคิดแบบนั้นจริงๆ เพราะน้องอีฟน่ารักมากกว่าสวย

       อีฟ : "อุ้ย ขอบคุณค่ะ หนูพยายามจะสวยมากพี่รู้มั้ย แต่พี่บอส กับพี่หนึ่งกลับมองว่าน่ารักซะงั้น"
       ผม : "ก็มันน่ารักจริงๆนี่หน่า แล้วน่ารักมันอยู่ได้นานกว่า มองไม่เบื่อด้วย" อาจจะเพราะผมชอบคนน่ารักก็ได้ ทำให้ผมมองคนสวยไม่ค่อยออก มองออกแต่คนน่ารัก

       ผมกับอีฟ แชทไลน์คุยกันไปเรื่อยๆ จนใกล้ได้เวลาเลิกงาน

       อีฟ : "ยินดีที่รู้จักนะคะ แล้วยังอุตส่าห์มาคุยกับอีฟด้วย อีฟไม่มีคนคุยด้วยจริงๆ เป็นคนไม่มีเพื่อน ไม่มีใครคบ อิอิ"
       ผม : "ยินดีที่ได้รู้จักสาวน้อยที่น่ารักคนนี้เช่นกันครับ ถ้าจะคุยกับพี่ ก็ทักมาได้ตลอดเวลานะครับ แต่จะตอบช้า หรือเร็ว ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นๆทำอะไรอยู่นะ" เป็นประโยคสุดท้ายของวัน ก่อนที่จะถึงเวลาเลิกงานแยกย้ายกันกลับบ้าน

       หลังจากวันนั้นผมกับน้องอีฟก็คุยกันมากขึ้น จนทำให้ผมรู้สึกว่าน้องอีฟเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เป็นน้องสาวที่พูดคุยกันได้แทบทุกเรื่อง เข้ามาทำให้ผมมีเพื่อนคุยแทนปลาที่อยู่ห่างกัน และไม่ค่อยได้คุยกันสักเท่าไหร่ เนื่องจากว่างานของปลาจะค่อนข้างยุ่ง ไม่สะดวกในการเล่นโทรศัพท์สักเท่าไหร่

       จากที่พิมพ์ไลน์คุยกัน ก็เริ่มจะโทรไลน์คุยกัน จากนั้นก็พัฒนาเป็นวีดีโอคอลคุยเห็นหน้ากัน

       จากที่คุยกันไม่นาน ก็เริ่มคุยกันนานเป็นชั่วโมง เป็นหลายชั่วโมงติดต่อกัน ความสัมพันธ์ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆอย่างก้าวกระโดด จนไม่นานความรู้สึกจากที่คิดว่าจะเป็นแค่น้องสาวก็เริ่มเปลี่ยนไป

       20 พฤศจิกายน 25xx

       อีฟ : "ดีใจที่เสียงข้างในใจของหนูที่หนูอยากคุยกับพี่มันดังพอ จนทำให้พี่ได้ยิน และคุยกับหนู ขอบคุณจริงๆค่ะ"
       ผม : "ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก แต่พี่ก็ดีใจ แล้วก็ขอบคุณหนูเหมือนกันนะที่เข้ามาคุยกับพี่" ตอนนี้ผมกับน้องอีฟสนิทกันมากขึ้น และผมก็เรียกน้องอีฟว่าหนูตามที่น้องอีฟเรียกแทนตัวเองอยู่ทุกครั้ง ในคืนนี้คืนที่เป็นเวลาครบ 1 เดือนที่ได้รู้จัก ได้คุยกัน ก็เหมือนผมกับน้องอีฟจะเปิดใจคุยกันเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะมากกว่าพี่น้องไปซะแล้ว

       อีฟ : "เอาตรงๆไม่ได้อยากโกรธ อยากงอนเลย แต่บางครั้งมันเกินความควบคุมของหนูเอง ถ้าหนูทำอะไรไม่ดี ขอโทษนะคะ"
       ผม : "ไม่เป็นไรหรอก โกรธบ้าง งอนบ้างก็เป็นเรื่องปกติ แต่ก็ขอให้หายโกรธ หายงอนไวๆก็พอ" ไม่รู้ว่าตอนนี้สถานะของผมกับน้องอีฟอยู่ตรงไหน แต่ก็คงไม่มีพี่ชายน้องสาวที่ไหนเขาโกรธกัน งอนกันหรอกมั้งครับ

       1 ธันวาคม 25xx

       ผม : "วันนี้พี่ทำโอทีนะ งานเร่งเลยต้องรีบทำ" ผมไลน์บอกน้องอีฟก่อนเวลาเลิกงาน
       อีฟ : "สู้นะคะ"

       ผม : "อยู่เป็นเพื่อนกันมั้ย มานั่งใกล้ๆพี่ เป็นกำลังใจให้พี่หน่อย" ผมลองชวนดู เผื่อน้องอีฟจะยอมอยู่เป็นเพื่อนทำโอที
       อีฟ : "ไม่เอาหรอก เดี๋ยวคนเอาไปนินทา" ด้วยความที่ว่าผมก็มีแฟนอยู่แล้ว แล้วคนในออฟฟิศก็รับรู้ จึงทำให้การที่ผมกับน้องอีฟคุยกันอยู่ตอนนี้ จึงต้องเป็นความลับ ห้ามให้ใครรู้เด็ดขาด

       ระหว่างที่ผมกำลังทำโอทีอยู่นั้น น้องอีฟก็โทรไลน์เข้ามา บอกให้ออกไปหาที่ลานจอดรถหน่อย ซึ่งผมก็แปลกใจมากที่น้องอีฟกล้าทำแบบนี้ ไม่กลัวใครเห็นเหรอ แต่พอผมออกไปที่ลานจอดรถ ปรากฎว่ามันค่อนข้างเงียบ และไม่มีใครอยู่เลย

       นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้อยู่กับน้องอีฟสองต่อสองแบบเห็นหน้าชัดๆ ไม่ต้องคอยแอบๆส่งสายตาให้กันเหมือนที่โรงอาหาร น้องอีฟน่ารักมาก จนผมอยากจะกอด อยากจะหอมแก้มซะเลย แต่ก็ได้แค่คิด ซึ่งจริงๆที่น้องอีฟเรียกผมออกมาหาเพราะ น้องอีฟซื้อขนมมาให้เป็นเสบียงในการอยู่ทำโอทีนั่นเอง เราคุยกันประมาณ 10 นาที ก็แยกย้ายเพราะกลัวมีคนมาเห็น จนผมทำโอทีเสร็จ กลับถึงบ้าน ก็ได้ทักไลน์ไปหาน้องอีฟ

       ผม : "คิดถึงจังเลย ได้มองหน้าหนูใกล้ๆ ได้เห็นหนูยิ้มแล้ว มีความสุขจริงๆ" ผมรู้สึกว่าช่วงเวลาเมื่อตอนค่ำ มันช่างดีซะจริงๆครับ ได้อยู่ใกล้ๆกันแบบไม่มีอะไรมาขวาง ได้มองหน้าคนที่เรารู้สึกดีด้วยแบบชัดๆขนาดนั้น
       อีฟ : "ขอบคุณรอยยิ้มของพี่เช่นกันค่ะ" ผมไม่รู้นะว่าผมยิ้มขนาดไหน แต่ก็คงจะยิ้มแบบมีความสุขมากแน่ๆ

       ผม : "อยากเจอหน้า คุยกันแบบนี้ทุกวันเนาะ"
       อีฟ : "คุยทุกวันแบบนี้หนูก็อยากคุยนะ แต่พี่จะเบื่อหนูน่ะสิ"

       ผม : "ไม่เบื่อหรอก หนูออกจะน่ารัก ยิ้มสดใสขนาดนี้" ผมชอบคนน่ารัก เพราะดูไม่เบื่อจริงๆนะ
       อีฟ : "ขอบคุณนะคะ งั้นก็เจอกันบ้างก็ดีค่ะ จะได้เติมพลังใจจากรอยยิ้มของพี่"

       เวลาผ่านไปอีกหลายวันตั้งแต่ที่ความรู้สึกของผมที่มีกับน้องอีฟนั้นเปลี่ยนไป ผมกับน้องอีฟโทรคุยกันทุกวันตั้งแต่เช้าก่อนทำงาน ในเวลาทำงานบางครั้งผมก็จะอยู่ในสายกับน้องอีฟแม้จะไม่ได้คุยกัน แต่การอยู่ในสายตลอดเวลาก็เหมือนได้อยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลา ผมเคยอยู่ในสายกับน้องอีฟนานสุดถึง 6 ชั่วโมง โดยที่แทบจะไม่ได้คุยกันเลย แต่มันมีความสุขแบบที่ผมก็ไม่เคยเจอมาก่อน และก็ไม่เข้าใจตัวเองด้วยว่าทำไปได้ยังไง ส่วนตอนกลางคืนก่อนนอนก็วีดีโอคอลคุยกัน ผมกับน้องอีฟทำแบบนี้เป็นประจำทุกวันเป็นระยะเวลาหนึ่ง จนผมคิดว่าตอนนี้ความสุขที่ผมได้รับจากน้องอีฟมันขึ้นถึงจุดสูงสุด

       ถ้าถามว่ามันสุขขนาดไหน ผมตอบได้เลยว่า มันสุขขนาดที่ทำให้ผมเข้าใจเลยว่า ทำไมคนที่รักกันบางคู่ถึงฆ่าตัวตายตามกัน นั่นก็เพราะ เรามีความสุขจนไม่อยากจะมีความทุกข์อีกแล้วนั่นเอง อยากจะให้มีความสุขจนตายไปซะตอนนี้เลยนั่นเอง ยิ่งคนที่มีแฟน มีครอบครัวอยู่แล้ว พอมีคนอื่นเข้ามาใหม่ แล้วเราได้รับความสุขเหลือล้นจากอีกคนที่เข้ามาใหม่ มันยิ่งทำให้เราคิดสั้นได้ง่ายกว่าเดิมซะอีก เพราะเรามีความสุขจนล้นจากคนที่เข้ามาใหม่แล้ว เลยไม่อยากจะไปมีความทุกข์กับคนเก่า และไม่อยากจะไปมีปัญหาความทุกข์กับเรื่องรักสามเส้าก็เลยตัดสินใจ ฆ่าตัวตายตามคนใหม่ไปซะดีกว่านั่นเอง

       20 ธันวาคม 25xx

       คืนนี้ก็เป็นอีกคืนที่ผมวีดีโอคอลคุยกับน้องอีฟก่อนนอนตามปกติ และคืนนี้ผมก็รู้สึกมีความสุขมาก สุขจนล้น จนผมมีเรื่องที่ต้องบอกกับน้องอีฟ

       "ขอบคุณที่เข้ามาทำให้พี่มีความสุข มีรอยยิ้มในทุกๆวันนะ คำว่า รัก แม้มันจะพูดเร็วเกินไป แต่พี่ก็รู้สึกแบบนั้นจริงๆนะ พี่อยากดูแลหนูแบบนี้ตลอดไป อยากทำให้หนูยิ้มได้ ยิ้มสดใสทุกๆวัน อยากให้หนูมีแต่ความสุขไปเรื่อยๆ พี่รักหนูนะ" ผมระบายความในใจออกไปให้น้องอีฟได้รับรู้ ซึ่งผมก็ไม่รู้หรอกว่าน้องอีฟจะรู้สึกยังไงกับผมบ้าง แต่ถ้าผมไม่ได้พูดความในใจออกไป ผมเองนี่แหละจะอึดอัดทรมาน

       "ขอบคุณเช่นกันค่ะ ขอบคุณจริงๆนะคะ ขอบคุณทุกอย่างที่เหวี่ยงพี่ให้มารู้จักกับหนู รอยยิ้ม คำพูดของพี่ ทำให้หนูมีรอยยิ้มได้ทุกครั้งที่เจอกัน อยู่เป็นพลังบวกให้หนูแบบนี้นานๆนะ หนูไม่ได้ยิ้มจากข้างในใจแบบนี้มานานมากแล้ว แต่วันนี้หนูได้ยิ้มแบบอิ่มใจจริงๆ หนูเชื่อว่าพี่น่าจะสัมผัสได้นะ ไม่ว่าวันข้างหน้ามันจะเกิดอะไรขึ้น หนูขอให้พี่อยู่เป็นรอยยิ้มของหนูแบบนี้ตลอดไปนะคะ" น้องอีฟฟังผมระบายความใจใจแล้วก็นิ่งไปสักพัก ก่อนที่จะระบายความรู้สึกออกมาด้วยเช่นกัน ผมฟังแล้ว ผมมีความสุขมากที่น้องอีฟก็มีความสุขจากสิ่งที่ผมทำให้มาตลอดที่รู้จักกัน

       แต่...ที่ใดมีรัก ที่นั่นย่อมมีทุกข์

       สิ่งที่ผมกับน้องอีฟทำอยู่ตอนนี้ ในโลกของความเป็นจริงคือ คนมีแฟนแล้วคนหนึ่ง กำลังนอกใจแฟนของตัวเอง แล้วแอบไปคุยกับอีกคนหนึ่งนั่นเอง ถ้าถามว่าผิดมั้ย มันก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าผิด เพราะคนเรามีสิทธิเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง แต่นี่คือ ความคิดของคนที่ได้ผลประโยชน์อย่างผม ถ้าไปถามคนที่เสียประโยชน์อย่างปลาแฟนของผม แน่นอนว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่มันผิด 100% และปลาเองก็คงไม่ยอมเป็นตัวเลือกของผมแน่ๆ

       2 ปัญหา และเป็นความทุกข์ของผมกับน้องอีฟคือ

       1. ผมมีแฟนแล้ว ซึ่งมันทำให้ผมกับน้องอีฟไม่สามารถเปิดเผยสถานะว่าคบกันออกสังคมได้ ต้องคอยหลบๆซ่อนๆ และความสำคัญของปลา ก็ยังเหนือกว่าน้องอีฟอยู่ ทำให้น้องอีฟไม่ค่อยพอใจทุกครั้ง ที่ผมคุยกับปลา

       2. เวลาที่ผมต้องแบ่งให้ทั้งปลา และน้องอีฟ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้น้องอีฟโกรธและงอนผมบ่อยมากๆ เพราะทุกครั้งที่ผมโทรคุยกับน้องอีฟอยู่ แล้วปลาโทรแทรกเข้ามา ทำให้ผมต้องวางสายของน้องอีฟ แล้วไปคุยกับปลาแทน น้องอีฟบอกว่า มันเหมือนโดนแย่งเวลา แทนที่จะได้คุยกันนานๆ กลับต้องแบ่งเวลาให้อีกคนซะอย่างนั้น

       2 ปัญหาที่เป็นเหมือนระเบิดเวลา แม้ว่าผมกับน้องอีฟจะมีความสุขกันมากขนาดไหน แต่ถ้าปัญหาท้ัง 2 เรื่องนี้ยังไม่สามารถเคลียร์ได้ ทุกอย่างก็จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้

       แล้วจุดพลิกผันของผมกับน้องอีฟก็มาถึงในช่วงปีใหม่นี่เอง เพราะผมกับปลาต้องอยู่ด้วยกันตลอด ทำให้ผมไม่สามารถคุยกับน้องอีฟได้ เป็นระยะเวลาร่วม 5 วันเต็มๆที่ผมกับน้องอีฟไม่ได้ติดต่อกันเลย พอหมดวันหยุดช่วงปีใหม่ปลาก็กลับไปทำงานที่ต่างจังหวัดเหมือนเดิม ผมก็เข้าไปดูในไทม์ไลน์ของน้องอีฟก่อนที่จะติดต่อไปหา เพื่อดูว่าน้องอีฟโพสอะไรบ้าง จนได้เจอน้องโพสเหมือนจะขอถอยห่างจากผม ตอนนั้นผมใจหาย น้ำตาแทบจะไหลเลย

       ข้อความบนไทม์ไลน์...

       "ในหนึ่งปี...เราเลือกกลับไปแก้ไขอะไรที่ผ่านไปไม่ได้แล้ว แต่เราเลือกจัดการกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วได้ จัดการว่าสิ่งใดควรเป็นความทรงจำที่ชัดเจน และสิ่งใดควรเป็นอดีตที่เลือนลางไปตามกาลเวลา เราเลือกได้...และไปต่อได้ทุกคน อยู่ที่เรา"

       "ขอบคุณปี 20xx ยินดีต้อนรับปี 20xx ขอให้เป็นปีที่ดี และพบเจอแต่คนดีๆ น่ารักๆ ใครที่มันไม่ดี ที่เคยพบเจอในปี 20xx ก็ขอให้จบๆกันไป ทางใครทางมัน จบกันที่ปีเก่าขออย่าได้ตามไปพบเจอกันในปีใหม่เลย สาธุ..."

       พอผมอ่านแล้ว ผมคิดว่าน้องอีฟน่าจะหมายถึงผม เพราะก่อนหน้าที่จะหยุดยาวช่วงปีใหม่ เราทะเลาะกันเรื่องเวลา และเรื่องความชัดเจนที่อยากให้ผมเลิกกับปลาค่อนข้างบ่อย จนดูเหมือนว่าน้องอีฟจะเริ่มเบื่อกับสถานะของตัวเองที่ต้องหลบๆซ่อนๆ และเบื่อกับสถานการณ์ที่ต้องแบ่งเวลาของตัวเองให้ปลา

       ผมไลน์ไปก็ไม่อ่าน โทรไลน์หาก็ไม่รับ เหมือนน้องอีฟจะบล็อกไลน์ของผมแล้ว ผมลองโทรไปเบอร์โทรศัพท์ก็ไม่ติด เพราะน้องอีฟก็น่าจะบล็อกเบอร์ของผมอีก โทรเบอร์ภายในไปที่โต๊ะน้องอีฟก็ไม่รับ บางครั้งถึงกับยกหูออกไว้เลยทีเดียว เจอหน้ากันที่โรงอาหาร จากที่แอบยิ้มให้กัน กลับกลายเป็นว่าน้องอีฟไม่มองหน้าผมเลย หรือถ้าบังเอิญหันไปสบตา น้องอีฟก็จะชักสีหน้าทำหน้านิ่งๆทันที ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมน้องอีฟเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้

       แต่ผมก็ต้องยอมรับในสิ่งที่น้องเลือก เพราะผมก็ไม่มีสิทธิจะไปเรียกร้องอะไร ผมก็ผิดที่ดึงน้องอีฟมาอยู่ในจุดที่ไม่ควรอยู่ ผมทำได้แค่เสียใจ ใจหาย แอบร้องไห้ ทำงานไปแอบเช็ดน้ำตาไป จนบางครั้งทนไม่ไหวถึงกับต้องลุกจากโต๊ะทำงานไปแอบร้องไห้ในที่ๆไม่มีใครเห็น บางวันต้องทำโอที ก็จะคิดถึงวันเก่าๆจนทำให้น้ำตาไหล ยิ่งช่วงก่อนนอนที่เคยวีดีโอคอลคุยกัน ยิ่งทำให้คิดถึงน้องอีฟมาก แต่ก็ทำได้แค่ร้องไห้เสียใจ และพยายามผ่านมันไปให้ได้

       18 มกราคม 20xx

       ผ่านมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว ที่ผมไม่สามารถติดต่อน้องอีฟได้เลย และเหมือนกับว่าทุกอย่างจบลงแล้วแน่นอน ผมกับน้องอีฟน่าจะไม่มีทางกลับไปคุยกันได้เหมือนเดิมแล้ว มันทำให้ผมรู้บางสิ่งว่า 'คำสัญญา' บางครั้งมันก็เป็นเพียงแค่ลมปาก ที่พูดเพื่อให้ดูดี น่าเชื่อถือเท่านั้น

       อีฟ : "ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องทุ่มเทอะไรเพื่อคนๆนี้อีกต่อไป ต่างคนต่างอยู่เถอะ มันถึงเวลาแล้วล่ะ
                หนูว่าหนูอ่อนแอเกินจะรับกับทุกอย่างไหวแล้ว มันผิดไปหมดซะทุกอย่าง ยิ่งนานวันยิ่งผิดไปหมด ขนาดคิดว่านี่คือเวลาของหนูแท้ๆ แต่สุดท้ายมันก็ไม่ใช่
                งั้นแสดงว่ามันไม่มีอะไรที่ใช่สำหรับหนูแล้วล่ะ พอเถอะ" อยู่ๆน้องอีฟก็ไลน์มาหาผม พอผมอ่านแล้วก็ยิ่งเศร้ากว่าเดิม เพราะมันก็คือการจบแล้วทุกอย่างจริงๆ ผมพยายามไลน์กลับไป โทรกลับไป แต่ก็เหมือนเดิม ไม่สามารถติดต่อได้ ผมคิดว่าน้องอีฟน่าจะแค่ปลดบล็อกเพื่อส่งไลน์หาผมเท่านั้น แล้วก็บล็อกกลับไปเหมือนเดิมแล้ว

       20 มกราคม 20xx

       ยังไงชีวิตก็ต้องเดินหน้าต่อไป ผมได้เล่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับผมนี้ให้น้องสาวคนสนิทของผมฟัง น้องสาวคนนี้เคยผ่านประสบการณ์เลิกรามาบ้าง ก็เลยมีคำพูดสอนผมได้ จนมีอยู่ประโยคหนึ่ง ที่ทำให้ผมคิดว่า นี่แหละมั้ง คือคำตอบของเรื่องนี้ เพราะมันเหมือนกันว่า น้องอีฟแค่เข้ามาเล่นๆ แต่มีแค่ผมนี่แหละ ที่คิดจริงจังไปเองคนเดียว

       "เขาเคยบอกคิดถึง บอกรักพี่บ้างมั้ยล่ะ" น้องดา ถามผมหลังจากที่ผมเล่าเรื่องของน้องอีฟให้ฟัง

       "ไม่เคยนะ พี่เคยถามน้องเขานะว่า คิดถึงพี่บ้างมั้ย รักพี่บ้างมั้ย เขาตอบว่า ไม่อยากพูด ให้ดูที่การกระทำเอาเอง พี่ก็ไม่รู้ว่ามันเร็วไป หรือน้องเขาอายหรือเปล่า" ผมตอบคำถามน้องดา

       "มันมีนะคะ คนที่ไม่รู้สึก แล้วจะฝืนพูดไม่ได้น่ะ ดาคิดว่าน้องคนนั้นน่าจะเป็นแบบที่ดาบอกนะ ไม่ได้ว่าเร็วไป หรือเขินอาย แต่น้องเขาไม่รู้สึกต่างหาก เลยไม่ยอมพูด" น้องดาอธิบายมา ทำเอาผมคิดตามเลยทีเดียว

       "ก็อาจจะเป็นได้นะ" ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าจริงๆแล้วน้องอีฟเป็นแบบไหนกันแน่ แค่เร็วไป แค่เขินอาย หรือเป็นแบบที่น้องดาบอก แต่ ณ เวลานี้ ผมก็ต้องรักตัวเองไว้ก่อน เข้าข้างตัวเองเพื่อรักษาใจก่อนล่ะครับ

       "ยังไงชีวิตต้องดำเนินต่อไปค่ะ อะไรจะผ่านเข้ามาอีก เราก็ไม่รู้ เสียใจได้นะ แต่อย่านาน มันเสียเวลาเปล่าๆนะคะ ลองคิดดูดีๆ เขาไม่ได้มารับรู้นะว่าเราเสียใจมาก เราร้องไห้ เขาก็ไม่ได้เป็นเดือดเป็นร้อน ตัวใครตัวมันนะ เขาไม่ได้เป็นต้นเหตุที่ทำให้เราเศร้า มีแต่เราทำตัวเองให้เศร้า" น้องดาพูดสอนผมมาแบบนี้ ผมยิ่งต้องรักตัวเองให้มากขึ้นจริงๆ


       22 มกราคม 25xx

       ผม : "ขอบคุณที่เข้ามาทำให้พี่มีรอยยิ้ม
               ขอบคุณที่ให้โอกาสพี่ได้ดูแลเอาใจใส่หนู แม้จะเป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ แต่มันก็มีความสุขมาก สุขจนล้น
               ขอโทษที่ดึงหนูเข้ามามีความทุกข์ในสถานะที่เปิดเผยไม่ได้
               ขอโทษโชคชะตาที่ทำให้เราเจอกันช้าไป เจอกันในเวลาที่ผิด
               รัก และคิดถึงน้องอีฟเสมอ" ผมไลน์ไปหาน้องอีฟ โดยที่ก็รู้ดีว่าน้องบล็อกไลน์ผมอยู่ ผมนับเวลาทั้งหมดตั้งแต่วันที่น้องอีฟโทรมาวันแรก จนถึงวันที่ผมไลน์ไปหาในวันสุดท้าย รวมแล้วก็ 3 เดือน 2 วันพอดี

       ตอนนี้ผมกับปลาก็คบกันเข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว โดยที่เรื่องราวความสุขที่ได้รับจากน้องอีฟก็ยังอยู่ในใจเสมอมา อยู่ในความคิดถึง อยู่ในความลับ และผมก็คงจะต้องขอบคุณน้องอีฟอีกครั้ง ที่ในวันนั้นน้องอีฟตัดใจจากผมแบบเด็ดขาด เพราะมันทำให้ผมมีภูมิต้านทานไม่ปล่อยให้ใจ และความรู้สึกของผมไปมีความสัมพันธ์ และเคยชินกับการกระทำของใครได้อีก "ขอบคุณนะ"