hostneverdie

weltrade

siamfocus

ตอนที่ 91 (บทความ) _ กว่าจะรู้ตัว ก็อาจจะสายไปแล้ว



กว่าจะรู้ตัว ก็อาจจะสายไปแล้ว

     (บทความนี้ ติดเรท 20+ มีความทะลึ่ง และคำหยาบปนอยู่ด้วย แต่ก็อาจจะ(เกือบ)ฮานิดๆ ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำแก่บุตรหลาน เด็ก เยาวชน สตรีมีครรภ์ และคนชรา)

     ข่าวน้องม๊อบ แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวที่น่ารักที่สุดในสามโลกออกมาไม่นาน หนุ่มๆต่างพากันฮือฮา ถามหาว่าร้านก๋วยเตี๋ยวนั้นอยู่ที่ไหน จะได้ไปอุดหนุน (เชื่อสิ ว่ามันไม่สนใจก๋วยเตี๋ยวกันหรอก มันจะไปส่องแต่แม่ค้าล่ะไม่ว่า) ข่าวช่วงแรกน้องม๊อบได้ออกมาบอกว่า ที่เห็นลวกก๋วยเตี๋ยวอยู่นั้น ไม่ใช่ที่ร้านของตนเอง แต่เป็นร้านของเพื่อน น้องแค่ไปช่วยทำก๋วยเตี๋ยวเฉยๆ (ไงล่ะ ไม่ถามหาร้านก๋วยเตี๋ยวกันแล้วเหรอ พวกเอ็งๆทั้งหลาย)

     แล้วล่าสุดของที่สุด ที่ทำให้ช็อกกันไปทั้งสามโลกก็คือ น้องม็อบเป็นสาวประเภทสอง หรือกะเทยนั่นเอง  "หนุ่ม" กรรชัย พิธีกรรายการที่น้องม็อบไปออกอากาศ พอได้ยินครั้งแรกถึงกับเหวอ หันไปถามทีมงานในสตูฯว่าจริงเหรอ ทีมงานก็ได้แต่เหวอกลับ เพราะไม่มีใครรู้มาก่อนเลย ว่าน้องม็อบเป็นเทย (กูก็เหวอเหมือนกัน ที่รู้ครั้งแรก)

     น้องม็อบ เธอน่ารักมากๆ ไม่มีเค้าโครงของผู้ชายเลยแม้แต่น้อย ถ้าจะบอกว่าเธอคือ ปอย ตรีชฎา รุ่นที่สองก็คงจะไม่ผิด เพราะความน่ารักกินกันแทบไม่ลง และที่สำคัญ มองไม่ออกเลยว่าเป็นเทย (ผมว่าให้ผู้ชาย 100 คนมาดูเลย ผมว่า 95 คนดูไม่ออกหรอก และผมก็อยู่ใน 95 คนนั้นด้วย)

     หลังจากที่ข่าวของน้องม็อบสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ชายทั้งสามโลกแล้ว (บางคนสะเทือนถึงอาวุธประจำกาย เพราะเก็บไปฟินกันซะหลายรอบแล้ว) ผมก็ลองไปถามกูเกิลดูว่า มีเทยน่ารักแบบน้องม็อบอีกเยอะรึเปล่า กดค้นหาปุ๊บ โอ้ว...แม่เจ้า นี่มันเทยจริงๆเหรอเนี่ย เพราะทั้งสวย ทั้งน่ารักกว่าชะนีที่เต็มบ้านเต็มเมืองมากเลย แถมบางคนก็ยังดูไม่ออกเลย ว่านี่คือเทยจริงดิ (แต่เจอตัวจริงๆ ก็อาจจะดูออก เพราะมันมีมุม มีกริยาท่าทาง อีกทั้งน้ำเสียงอีกด้วย)

     ผมมาลอง ควย เฮ้ย ลืมจุดๆๆ ค.ว.ย. (คิด วิเคราะห์ แยกแยะ) ถึงที่มา และสาเหตุอะไร ที่ทำให้พวกนายกลายเป็นเทยได้กันนะ

     มองกันที่จุดแรกเลยคือ  สังคมที่นายเข้าไปอยู่รึเปล่า บางทีอาจจะมีเพื่อนเป็นผู้หญิงเยอะกว่าเพื่อนผู้ชาย มันเลยซึมซับความเป็นผู้หญิงเข้ามาเรื่อยๆๆ จนในที่สุดก็แปลงกาย จากชายเป็นหญิงมันซะเลย  แต่เอ๊ะ ไอ้บางนายมันอยู่โรงเรียนชายล้วน มันก็ยังแปลงกายได้เลยนี่หว่า หรือบางนายมันก็ไปอยู่ในกลุ่มผู้หญิงเยอะๆ มันกลายเป็นคาสโนว่าแทนก็มี งั้นนี่คงไม่ใช่สาเหตุหลักแล้วล่ะ (ไอ้พวกหลังนี่ อิจฉามัน อยากมีสาวๆรุมล้อมแบบมันบ้าง)

     หรือจะเป็นที่ครอบครัว และการเลี้ยงดู นายอาจจะติดแม่มากกว่าติดพ่อก็ได้ หรืออาจจะมีพี่สาวที่ชอบทำตัวงุงิ (มันคืออะไรวะ งุงิ) เห็นแม่ และพี่สาวแต่งตัว แต่งหน้า มีเอว มีนม เลยเกิดอาการฝังใจ เลียนแบบ แปลงกายจากนายเป็นหญิงมันซะเลย แต่เอ๊ะ แล้วไอ้ที่อยู่กับแม่แค่สองคน แต่ก็ยังเป็นแมนเต็มร้อยล่ะ ไหนจะพวกที่มีแต่พ่อ แล้วดันเป็นเทยอีก งั้นนี่ก็คงไม่ใช่สาเหตุหลักอีกเหมือนกัน (เคยเห็นบางครอบครัว มีพ่อ แม่ และลูกอีก 2 คน แต่ลูกสองคนนั้น จากชายเป็นหญิง แล้วหญิงก็กลายเป็นชาย โอ๊ะ อะไรมันจะเข้าใจยากขนาดนั้น)

     หรือว่า...มันจะมีเชื้อเทยตั้งแต่อยู่ในไข่พ่อแล้ววะ พอพ่อมันฟิตเจอริ่งกับแม่ (ซี๊ด อ่า ซี๊ด อ่า จะเสร็จแล้วๆๆ แบบนั้นแหละๆ..) แล้วตูมมมม...ปล่อยน้ำเชื้อใส่รังไข่ของแม่ แล้วไอ้สเปิร์มตัวที่เข้าวิน ดันทะลึ่งเบี่ยงเบนตั้งแต่ตอนนั้นเลยกันนะ พอเกิดมาตัวเป็นชาย แต่ใจดันเป็นหญิงมาตั้งแต่เกิดซะงั้น อืม...น่าคิดๆ แต่มันจะใช่เหรอวะ

     เอาเหอะ ขี้เกียจ ค.ว.ย. ละ ไม่ว่าสาเหตุมันจะเกิดมาจากอะไรก็เถอะ รู้แค่ว่าตอนนี้ โลกมันชักจะอยู่ยากขึ้นทุกวันแล้วนะ ชายเป็นหญิง หญิงเป็นชาย ชายรักชาย หญิงรักหญิง ทอมรักเทย ทอมรักทอม โอ๊ยยย ไล่ไม่หมด งง จริงๆเว้ยยย (เกาหัวแคร่กๆๆ) นี่ยังดีนะที่ตอนนี้ยังมีแค่แปลงเพศจากชายให้กลายเป็นหญิง ถ้าในอนาคตมีแปลงเพศจากหญิงเป็นชายได้เมื่อไหร่ล่ะก็นะ (ใส่อาวุธประจำกายของผู้ชายเข้าไปได้ เออ...มันคงเลือกขนาดได้แน่ๆเลย จะเอาเล็ก ใหญ่ สั้น ยาว โห...แค่คิด ผู้ชายจริงๆก็แพ้แล้ว) โลกแตกแน่ๆ

     ในอนาคตข้างหน้า ก่อนที่จะสนใจใคร จีบใคร คงต้องมีการขอดูสูติบัตรกันก่อนแล้วล่ะมั้งครับ (คงฮาเนอะ ไปไหนมาไหน ต้องพกสูติบัตรไปด้วย) เพราะดูแค่บัตรประชาชนอย่างเดียว มันก็อาจจะยังไม่ชัวร์ 100% เกิดว่าไปเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนานสกุล ที่มันอ่านแล้วเป็นผู้หญิ๊งงงง ผู้หญิง (ถ้ากฏหมายให้เปลียนคำนำหน้าจาก นาย เป็น นางสาวได้แล้วนะ) แต่แท้จริงแล้วเป็นเทย ก็คงจะวุ่นน่าดู เอ๊ะ เดี๋ยวนะ ดูสูติบัตรแล้วจะได้อะไร ในเมื่อถ้าตอนนั้นเขาเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลได้แล้ว ดีไม่ดีสูติบัตรก็ทำขึ้นก็ได้ (เออว่ะ...ทำไมเอ็งโง่แบบนี้)

     เมื่อก่อนนี้เวลาไปเที่ยวกลางคืน มึนๆ เมาๆ สถานที่มืดๆ เจอสาวสวยๆ มองหน้าถูกใจ แต่พอถ้าล้วงเจอหาง (อาวุธประจำกาย) นั่นล่ะเทย ให้ระวังตัวให้ดี แต่เดี๋ยวนี้ล้วงเจอหอย หึหึ อย่าคิดว่าปลอดภัย บางทีเธออาจจะผ่ามาแล้วก็ได้ ลองได้คบดูใจกัน ผ่านบทรักฟิตเจอริ่งกันสัก 30 รอบ โอ้ย หอยฟิต สตาร์ทติดง่าย (หอยนะมึง ไม่ใช่รถมอไซค์) มันส์ ลีลาเด็ด นี่แหละผู้หญิงชัวร์ 100% แต่วันหนึ่งพอมารู้ความจริงทีหลังว่าแท้จริงแล้วเธอคือ เทย ก็อาจจะสายไปแล้ว ที่ว่าสายไปนี่ ไม่ใช่ว่าจะรังเกียจอะไรหรอกนะครับ แต่สายไปแล้วที่ว่าเนี่ย คือ รักเธอไปแล้วหมดหัวใจ ถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว ก็แหม...ฟิตเจอริ่งมันส์ขนาดนั้น ใครจะถอนตัวได้ง่ายๆล่ะ (นี่เอ็งไม่ได้มองอย่างอื่นเลยใช่มะ สนใจแต่ฟิตเจอริ่งอย่างเดียวเลยรึไง)

     เทยก็ใช่ว่าไม่มีดีนะครับ เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนนี้ ภาพลักษณ์ของเทยค่อยข้างจะดูไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมสักเท่าไหร่ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ สังคมเปิดกว้างมากขึ้น เทยเลยมีพื้นที่ในสังคมมากขึ้น การยอมรับก็มากขึ้น แต่จริงๆแล้วเทยแบ่งออกได้ 2 ประเภทนะครับ อืม...ไม่ใช่เทยอย่างเดียวสิ คนทั้งโลกเลยจะดีกว่า ที่แบ่งได้ 2 ประเภท นั่นก็คือ คนดี กับคนไม่ดีไงล่ะครับ เทยที่ดี คนก็จะยอมรับ ส่วนเทยที่ไม่ดี ใครมันจะอยากยอมรับล่ะ จริงรึเปล่าล่ะครับ

     ถามต่อว่า เทยที่ดี เป็นยังไง ตอบง่ายๆเลยครับว่า ผู้ชายที่เป็นคนดี แต่ใจเป็นหญิง เลยกลายร่างเป็นเทย แล้วคนๆนั้นก็พยายามรักษาความดีไว้ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคมนั่นเอง เธอจะพยายามทำตัวน่ารัก ไม่ระรานใคร พยายามทำตัวให้เป็นผู้หญิงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะแค่เธอเป็นเทย คนบางส่วนก็ไม่ค่อยยอมรับตัวเธอแล้ว ขืนยิ่งไปทำตัวไม่ดีอีก มันก็จะทำให้ไม่มีที่ยืนในสังคมน่ะสิ ในปัจจุบันนี้เราเลยได้เห็นเทยที่ทำตัวน่ารัก ทำตัวมีประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ค่อนข้างจะทำตัวมีปัญหา เรียกร้องความสนใจจากสังคม บางทีก็มีตบตีกันแย่งผู้ชาย (เดี๋ยวนี้เทยไม่ตบแย่งผู้ชายแล้ว เพราะเป็นหน้าที่ของชะนีแทน เฮ้ย...มันใช่เหรอ)

     ข้อดีของเทยอีกข้อที่โดดเด่นสุดๆก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง...ฟิตเจอริ่งนั่นเอง ไม่ได้จะบอกว่า เทยฟิตเจอริ่งมันส์กว่าชะนีนะ แต่จะบอกว่า เอ็งฟิตเจอริ่งได้เต็มที่เลย จะแตกใน แตกนอก รับรองว่ามันไม่ท้องชัวร์ 100% (เออ...ข้อมูล ณ ตอนนี้นะ ไม่แน่ว่าในอนาคต อาจจะใส่รังไข่เอาไปให้เทยท้องได้ก็ได้ คงยุ่งกันอีกล่ะสิ) ฟิตเจอริ่งกับชะนี ต้องระวังห้ามแตกใน หรือถ้าจะแตกในก็ต้องนับวัน หรืออาจจะต้องกินยาคุม พอกินยาคุมชะนีก็บ่นอีก เดี๋ยวอ้วน เดี๋ยวสิว หรืออาจจะต้องพึ่งพาถุงยาง จะได้ไม่พลาดแตกใน บางทีอยากจะฟิตเจอริ่งเต็มแก่ เอ้า...ติดไฟแดง สรุปเลยว่าเรื่องฟิตเจอริ่ง เทยชนะขาด (เอ...ชักจะน่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ หาเทยน่ารักๆไว้ฟิตเจอริ่งสักคนดีมั้ย)

     เรื่องราวของสาวประเภทสองยังมีอีกเยอะครับ มีทั้งเรื่องดี และไม่ดี แต่ผมเชื่อว่าเรื่องดีๆน่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสังคมเริ่มจะเปิดรับเรื่องแบบนี้ได้แล้ว รวมไปถึงเพศสภาพอื่นๆ ที่เปิดเผยกันมากขึ้นอีกด้วย อนาคตข้างหน้าของมนุษย์ชาติคงจะวุ่นวายกว่านี้แน่ๆ เพราะคนเรามีสมอง มีการพัฒนาไม่สิ้นสุด ว่าแต่...ขอดูสูติบัตรแฟนคุณแล้วหรือยัง

ตอนที่ 90 (บทความ) _ ฮาโลวีน



ฮาโลวีน

     ณ ตอนที่เขียนบทความนี้คือวันที่ 29 ตุลาคม อีก 2 วัน ก็วันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันฮาโลวีนกันแล้ว ไหนๆก็ใกล้วันฮาโลวีนแล้ว ผมก็เลยขอหยิบเอาประสบการณ์ผีๆมาเล่าสู่กันฟังสักหน่อย ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดที่จะเขียนเล่านี้ เป็นเหตุการณ์ที่ผมได้เจอมากับตัวเอง จนมันฝังเข้าไปในสมองมานานมาก และดูท่าว่ามันจะไม่ลืมซะด้วย

     แต่ก่อนที่จะไปถึงเหตุการณ์ของผม จะขอบอกกล่าวถึงประวัติย่อๆของวันฮาโลวีนซะก่อน เผื่อว่าใครจะยังไม่รู้

     วันฮาโลวีน ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวตะวันตกว่า มันเป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมาคือวันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งในวันที่ 31 ตุลาคมนี่เองที่มีความเชื่อว่า มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน วิญญาณจากมิติคนตายก็จะมาเข้าสิงร่างคนเป็น เพื่อให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้คนเป็นต้องหาวิธีหลบเลี่ยง แล้วหนึ่งในวิธีนั้นก็คือ แต่งผีหลอกผีมันซะเลย วิญญาณที่มาจากมิติคนตายจะได้คิดว่า เราตายแล้ว เป็นผีเหมือนกัน ก็จะไม่เข้าสิงร่าง

     ในวันฮาโลวีนยังมีอะไรอีกมาก แต่ผมก็ไม่ขอเขียนถึงล่ะนะครับ ใครอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมก็...ที่เดิมครับ กูเกิล

     เอาล่ะครับ มาเข้าเรื่องผีๆในชีวิตของผมกันดีกว่า เรื่องผีๆที่มันจดจำอยู่ในสมองส่วนลึกของผมตั้งแต่เกิดมา จนถึงบัดนี้มีอยู่ 3 เรื่องเก่า และ 1 เรื่องใหม่ ซึ่งคาดว่าเรื่องใหม่ที่พึ่งพบเจอมา ก็คงจะตามไปฝั่งอยู่กับอีก 3 เรื่องเก่าแน่ๆ เพราะมันหลอนจริงๆ

     เริ่มเรื่องแรกกันเลย ตอนนั้นผมเรียนประถมอยู่ครับ น่าจะประมาณ ป.3 ทุกคนคงจำได้นะครับว่า เด็กประถมต้องเรียนวิชา ลูกเสือ-เนตรนารีกันทุกคน ประสบการณ์ผีของผมก็เริ่มมาจากการเรียนลูกเสือนี่แหละครับ

     ณ โรงเก็บของของลูกเสือ (เรียกว่า โรง เพราะมันไม่ใช่ห้อง มันเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวเก่าๆ ตั้งอยู่ข้างๆกำแพงโรงเรียน) วันนั้นมีการจัดระเบียบ และทำความสะอาดโรงเก็บของใหม่ครับ ลูกเสือประมาณ 20 คน ช่วยกันรื้อของออกมาทำความสะอาด บางอย่างก็ทิ้ง เพราะเก่ามาก แล้วผมได้แผ่นเหล็กอะไรก็ไม่รู้มา 2 แผ่น ขนาดประมาณ 3x4 ซม. หนาสัก 2 มม. ผมก็เอามาล้างที่อ่างล้างมือ (อ่างล้างมือที่โรงเรียนจะเป็นบ่อคอนกรีตกว้าง 60 ซม. ยาวน่าจะประมาณ 5 ม.ได้ ลึกก็ประมาณ 30 ซม. แล้วก็มีก๊อกน้ำอยู่ตรงกลาง ยาวตลอดแนวของอ่างล้างมือ) ผมเอาแผ่นเหล็กแผ่นแรกล้างน้ำ ขัดๆๆ จากแผ่นเหล็กดำๆ ก็ใสสะอาดทันที พอมันสะอาดเท่านั้นแหละ ผมต้องรีบโยนทิ้งเลย เพราะในแผ่นเหล็กมีหน้าคนจีนขยับปากพูดอยู่ ทีแรกคิดว่าตาฝาด เลยบอกให้เพื่อนช่วยดู เพื่อนวิ่งเลยครับ ทีนี้ก็แตกตื่นต่างคนต่างวิ่ง จนสรุปสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าใครเอาแผ่นเหล็กทั้ง 2 แผ่นไปไหน แล้วทำยังไงกับแผ่นเหล็กนั้นต่อ เพราะผมก็วิ่งเหมือนกัน แล้วก็ไม่เคยถามใครถึงแผ่นเหล็กนั้นอีกเลย (ระวังให้ดี สมาร์ทโฟนที่ถืออยู่ อาจจะมีพลังงานอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ก็ได้)

     เรื่องที่สอง เกิดขึ้นที่บ้านของผมเอง เป็นเหตุกการณ์ที่ผมไม่เคยลืม และจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด เพราะเหตุการณ์นี้มีความหมายกับผมมาก

     คืนนั้นผมจำไม่ได้ว่า ทำไมผมถึงไม่นอนในห้องนอนของตัวเอง ผมออกมานอนที่หน้าทีวีทำไม ผมนอนที่ห้องรับแขกหน้าทีวี โดยปูเสื่อ แล้วก็ปูที่นอนปิคนิคบางๆลงไป แน่นอนว่าผมนอนแล้วมันก็ยังแข็งอยู่ดี แต่ผมก็ต้องนอน ผมสะดุ้งตื่นตอนดึก ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันกี่โมงกี่ยามแล้ว เพราะมันมืดจนมองนาฬิกาไม่เห็น (นาฬิกาติดผนังเรือนใหญ่ แต่มันก็อยู่ไกลในมุมมืด เลยมองไม่เห็น) แต่ว่าผมไม่ได้สะดุ้งตื่นเองนี่สิ ดันมีคน (ผี) มาสะกิดขาผมให้ตื่นน่ะสิ ผมตื่นมาแบบงัวเงียๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่น มองไปที่ปลายเท้า เห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่ชุดสีชาว คล้ายๆชุดพยาบาล เธอยืนนิ่งๆมองมาที่ผม แล้วถามว่า "ทำไมมานอนตรงนี้" แน่นอนว่าผมไม่ได้ตอบ แล้วผมก็มองหานาฬิกา แต่มองไม่เห็น แล้วผมก็มารู้สึกตัวอีกทีเช้าเลย ผมไม่รู้ว่ามันคือความฝัน หรือตื่นขึ้นมาจริงๆ แล้วก็สลบไปอย่างรวดเร็วแบบไม่ทันรู้ตัว แต่สิ่งที่ผมรู้ก็คือ แม่มาหาผม แม่คงเป็นห่วงผม เหตุการณ์นี้ถึงจะเป็นเรื่องผีๆ แต่ผมจะไม่มีวันลืมเด็ดขาดจนวันตาย (เขียนแล้วก็ซึ้ง ปาดน้ำตาสักหน่อย)

     เรื่องที่สาม เกิดขึ้นที่บ้านของผมอีกเช่นกัน โดยสาเหตุของเหตุการณ์ครั้งนั้นผมขอเดาว่า เกิดจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง อิตโต้ นักเตะกังฟู ภาค 1 ที่ผมเก็บไว้ในห้องเก็บของแน่นอน

     เพื่อนสนิทของผมเสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อนคนนี้จะชอบยืมหนังสือการ์ตูนของผมไปอ่าน และหนึ่งในนั้นคือเรื่อง อิตโต้ นักเตะกังฟู ถ้าผมจำไม่ผิด วันนั้นผมไปงานเผาศพเพื่อนตอนบ่าย แล้วเพื่อนผมก็มาหาในคืนนั้นเลย ห้องนอนของผมจะอยู่ติดกับห้องเก็บของ โดยผมจะนอนหันหัวไปทางห้องเก็บของ (ห้องนอนจะมีหน้าต่างที่เปิดแง้มๆได้ตรงห้องเก็บของ เพราะห้องเก็บของมาสร้างทีหลัง หน้าต่างเลยไปอยู่ตรงนั้น) คืนนั้นผมก็นอนแง้มหน้าต่างตามปกติ แล้วก็มาสะดุ้งตื่นเพราะ มีเสียงกุกกักๆอยู่ในห้องเก็บของ มันดังอยู่นานพอสมควร จนผมคิดได้ว่า เพื่อนผมมาตามหาหนังสือการ์ตูนที่เหลือที่ยังไม่ได้อ่าน หรือไม่ก็เอาหนังสือการ์ตูนที่ยืมไปมาคืนแน่ๆ (ห้องเก็บของ ไม่เคยมีสัตว์ชนิดไหนเข้าไปเลย) ผมได้ยินแล้วก็คิดในใจว่า "ขอให้มีความสุขนะเพื่อน" ที่ผมคิดแบบนั้นเพราะ เพื่อนก็คือเพื่อน ไม่ทำร้ายกันหรอก แล้วผมก็นอนหลับต่อ แล้วเสียงนั้นก็หายไป (จริงๆก็แอบขนลุกเพราะ เพื่อนอยู่เหมือนกัน แต่มันคือเพื่อน เลยไม่กลัวมาก)

     เรื่องที่สี่ เกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานี่เอง ที่ห้องของผม ณ อพาร์ตเม้นท์ในกรุงเทพ

     มันเป็นวันอาทิตย์ครับ แล้วปกติผมก็จะนอนกลางวันประมาณ บ่ายโมง ถึงบ่ายสาม วันนั้นผมก็นอนกลางวันตามปกตินั่นแหละครับ แต่หลังจากที่ตื่นนอน แล้วลุกไปนั่งดูทีวีที่ปลายเตียงแล้วนี่สิครับ (นั่งพื้นนะครับ หลังผิงฝา แต่นั่งอยู่ใกล้ๆกับปลายเตียง เตียงจะอยู่ทางขวามือ) อยู่ๆก็มีเสียงเหมือนเสียงกรนของผู้ชายดังขึ้นบนที่นอนครับ ได้ยินครั้งแรกนี่ ขนลุก หันขวับไปมองบนที่นอนทันทีเลยครับ ไม่เห็นอะไร ที่นอนก็ยังยับอยู่เหมือนเดิม ก็คิดไปว่าเสียงอย่างอื่นดังมาจากห้องอื่นล่ะมั้ง สักแปปก็ดังอีก ก็หันไปมองอีก ก็ไม่เจออะไร แล้วเสียงกรนมันก็ดังเป็นจังหวะหายใจอยู่ประมาณ 5 ครั้งครับ ผมขนลุกไปทั้งตัว ยันขนหัวลุกเลยครับ แล้วก็รวบรวมความกล้า ลุกไปดูที่ทีนอนแบบใกล้ๆเลย ว่ามันเสียงอะไรกันแน่น พอเข้าไปใกล้ๆที่นอนเสียงก็หายไป แล้วก็ไม่เจอต้นกำเนิดเสียงอะไรด้วย เหตุการณ์นี้ทำเอาผมหลอนมาก เพราะเล่นกันกลางวันแสกๆเลย ผมนอนหลับไม่สนิททั้งอาทิตย์เลยครับ ก็แหม..มันก็มีระแวงบ้างล่ะน่า เกิดมันเปลี่ยนใจจากกลางวันแสกๆ มากรนใส่ตอนกลางคืนทำไงล่ะ แต่ตอนนี้ผมก็ดีขึ้นแล้วครับ คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรแล้วล่ะ (ระวังให้ดี ที่นอนคุณอาจจะมีพลังงานอะไรบ้างอย่างซ่อนอยู่ก็ได้)

     นี่แหละครับ เรื่องผีๆ ต้อนรับวันฮาโลวันที่ผมเอาเหตุการณ์จริงๆของผมมาเล่าสู่กันฟัง ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะเคยเจอเหตุการณ์หลอนอะไรมาบ้างนะครับ แต่ผมมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะกับคนที่กลัวผีเอาไว้ว่า...แฮ่...แบร่ กลัวมั้ยๆ ... ไม่ใช่ละ เล่นเป็นเด็กๆไปได้ ที่ผมอยากจะบอกก็คือ ถ้าคุณเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ขอให้มีสติเอาไว้ก่อนนะครับ เพราะผมเชื่อว่า...ผี ฆ่าคนไม่ได้ แต่ความขาดสติ ตกใจ ประมาทจนทำให้เกิดอุบัติเหตุนั่นแหละครับ ทำให้คนตายได้

ตอนที่ 89 (บทความ) _ แบงค์ใหญ่



แบงค์ใหญ่

     แบงค์ใหญ่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ธนาคารใหญ่ๆนะครับ แต่ผมหมายถึง ธนบัตรที่มีมูลค่าสูงครับ แล้วธนบัตรที่มีมูลค่าสูงสุดก็คือ แบงค์ห้าหมื่น เฮ้ย ไม่ใช่ละ อันนั้นมันมีแต่ในเกมเศรษฐีที่ในอดีตเคยนั่งล้อมวงเล่นกันแล้ว ในชีวิตจริงๆ ธนบัตรที่มีมูลค่าสูงสุดก็คือ แบงค์พันนั่นเอง (หมายถึงแบงค์ที่กดได้ตามตู้ ATM นะครับ เพราะผมคุ้นๆว่า แบงค์ที่มีมูลค่าสูงกว่านี้ก็มี แต่ส่วนมากก็จะเก็บไว้ ไม่นำมาใช้กัน)

     ประเด็นในวันนี้ที่เกิดขึ้นทำให้ผมต้องมาเขียนก็คือว่า เพื่อนผมเขาขอให้เขียนเรื่องแบงค์ใหญ่ให้หน่อย (จริงๆจะให้เขียนเรื่องแบงค์พัน แต่ผมว่าแบงค์ห้าร้อยมันก็มีปัญหานะ เลยขอเป็นเรื่องแบงค์ใหญ่แทนละกัน)

     "ต้น เขียนเรื่องแบงค์พันหน่อยสิ" เพื่อนผมโชว์แบงค์พันให้ผมดู แล้วก็ขอให้เขียนบทความให้หน่อย

     "เขียนอะไรล่ะน่ะ" ผมสงสัย ก็ถามกลับไป

     "มันใช้ยาก เขียนบทความเลย" เพื่อนผมยังคงตั้งใจจะให้ผมเขียน

     หลังจากที่เพื่อนผมขอให้เขียนบทความแล้ว ผมก็งานเข้า ไม่ว่างเขียนเลย จนผ่านมาได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ ก็ว่างเขียนสักที

     ผมเชื่อว่าหลายคนประสบปัญหามาก เวลามีแบงค์พัน หรือแบงค์ห้าร้อยอยู่ในมือตอนที่ไปซื้ออะไรสักอย่างในราคาที่ไม่สูงมากกับร้านค้าทั่วๆไป ที่ไม่ใช่เซเว่น หรือห้างใหญ่ๆ เพราะส่วนมากหลังจากยื่นแบงค์ใหญ่ไปแล้ว จะโดนตอบกลับมาว่า "ไม่มีแบงค์ย่อยเหรอ" หรือ "ไม่มีทอน" งานเข้าสิครับ รับของมาแล้ว แต่จ่ายตังค์ไม่ได้ วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามี 3 ทางคือ เราค้นแบงค์ย่อย หรือเศษตังค์จ่าย, เราไปหาแตกตังค์มาจ่าย และเจ้าของสินค้าไปหาแลกตังค์มาทอน

     ไม่ว่าบทสรุปจะเป็นข้อไหน แต่สุดท้ายแล้วเชื่อเลยว่า คนที่ได้ถือแบงค์ใหญ่ต่อ ก็จะปวดหัวต่อไปอีก ส่วนคนที่ได้แบงค์ย่อยก็สบายใจล่ะ ไปใช้จ่ายอะไรต่อก็ง่ายแล้ว

     คนส่วนมากเวลามีแบงค์ใหญ่อยู่ในมือ ก็จะต้องหาทางแตกให้มันเป็นแบงค์ย่อยซะก่อน โดยเชื่อเลยว่าไม่พ้นเซเว่น หรือห้างใหญ่ๆที่คาดว่าน่าจะมีตังค์ทอนแน่นอน แต่ก็มีบางครั้งนะครับที่ขนาดเซเว่นยังไม่มีทอน เพราะผมเคยเจอมาแล้วครับ เล่นเอางงเป็นไก่ตาแตกเลยครับ แต่พนักงานก็แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน โดยไปยืมตังค์เคาน์เตอร์ข้างๆมาทอนก่อน ผมนี่คิดไม่ออกเลยครับว่า ถ้าคิวต่อไปจ่ายแบงค์ใหญ่อีก พนักงานเซเว่นคนนั้นจะทำปวดหัวรึเปล่า

     ในเมื่อแบงค์ใหญ่มันเป็นปัญหาระดับชาติ (เวอร์ไปรึเปล่า) ทางธนาคารก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ทำการแก้ปัญหาที่ตู้ ATM ให้มีปุ่มกดถอน 200, 400, 900 ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนได้หลีกเลี่ยงแบงค์ใหญ่ แต่เออ...มันใช่เหรอครับ ปุ่มกดถอนที่เลือกจำนวนเงินเองก็มี ไอ้ปุ่ม 200, 400, 900 ไม่ต้องก็ได้มั้งครับ หรือว่าผมมองประเด็นผิดไป จริงๆแล้วทางธนาคารไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงแบงค์ใหญ่ แต่แค่ให้มันถอดรวดเร็วขึ้นเท่านั้นถ้าผมเข้าใจผิด ผมก็ขอโทษด้วยนะครับ

     อะ ไหนๆก็มีปุ่ม 200, 400, 900 ฯลฯ มาให้กดละ ผมก็ใช้บริการสักหน่อย ว่าแล้วก็กดเลย 400 บาท กดเสร็จก็ก้มหน้าดูที่ช่องเงินออก เอ๊ะ...เงียบกริบ เสียงเครื่องไม่ดัง ตังค์ไม่ออก เงยหน้าดูจอใหม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เจอข้อความเตือนว่า ตู้นี้มีเฉพาะธนบัตรฉบับละ 500 และ 1,000 บาทเท่านั้น กรุณากดตามจำนวนที่ถอนได้ อ้าวเฮ้ย...พระเจ้าช่วยกล้วยทอด กูไม่อยากได้แบงค์ใหญ่ ว่าแล้วก็ต้องไปหาตู้อื่นกด หรือไม่ก็กดแบงค์ใหญ่มา แล้วไปแตกที่เซเว่นแก้ปัญหานี้ต่อไป

     ทำไมไม่มีใครคิดปุ่มเลือกแบงค์ไปเลยเนอะ กด 1,000 บาท เลือกแบงค์ 500 บาท 1 ฉบับ เลือกแบงค์ 100 บาท 5 ฉบับ หรือแบงค์ 100 บาท มัน 10 ฉบับไปเลย ผมว่าถ้ามีแบบนี้ประชาชนน่าจะมีความสุข ไม่ต้องกลัวว่า มีแบงค์ใหญ่ในมือแล้วไปซื้อราคาถูกลำบากใจ (หรือมีคนคิดแล้ว แต่มันทำยากก็ไม่รู้นะ)

     ในอนาคตก็ไม่แน่นะครับว่า ปุ่มเลือกแบงค์อย่างที่ผมว่าไปนั้น มันอาจจะมีจริงๆก็ได้ หรืออาจจะเป็นของใหม่แบบ 'ตู้แลกตังค์' ก็ได้นะครับ เอาแบงค์ใหญ่ไปแลกเป็นแบงค์ย่อย หรือเอาแบงค์ย่อยไปแลกเป็นแบงค์ใหญ่ เพราะบางคนไปจ่ายค่างวดรถ ค่างวดบ้าน หรือคนที่ต้องใช้เงินสดซื้อของแพงๆ จะให้พกแบงค์ร้อยไปจ่ายมันก็ดูแบบ...เงินเยอะเนอะ มีเป็นปึกๆเลย

     ออกจากเรื่องตู้ ATM มาสู่แบงค์ใหญ่ในมือกันดีกว่า ผมเคยไปกินข้าวที่ร้านข้าวข้างทางครับ ตอนกินก็คิดว่ามีแบงค์ร้อยอยู่ แต่ที่ไหนได้ล่ะ กินเสร็จจะจ่ายตังค์ เปิดกระเป๋าตังค์ดู เฮ้ย...แบงค์ร้อยหายไปไหน แหงนมองร่มใหญ่ๆของร้านข้าว (ร้านข้างทาง เป็นรถเข็น กางร่มใหญ่ๆ แล้วมีโต๊ะเรียงอยู่แค่ 3 โต๊ะเอง) สักแปปก็คิดออก เออ...เราจ่ายค่าหนังสือไปแล้วนี่หน่า ลืมซะสนิทเลย ทีนี้งานเข้าสิครับ เหลือแบงค์พันอยู่แบงค์เดียวทำไงดีล่ะ แถวนั้นไม่มีตู้ ATM ไม่มีเซเว่นซะด้วย จะจ่ายแบงค์พันเลยก็คงโดนบ่นแน่ๆ เพราะข้าวแค่ 40 บาท ทะลึ่งจ่ายแบงค์พัน นั่งคิดอยู่แบบนึง ก็ลุกไปจ่ายตังค์...แบงค์พันมันนั่นแหละครับ ก็แหม มันเหลืออยู่แบงค์เดียว จะให้ทำยังไงล่ะ

     "มีทอนมั้ยครับ" ผมชูแบงค์พันขึ้นให้แม่ค้าดูแบบหน้าตาใสซื่อ บริสุทธิ์ พยายามแอ๊บแบ๊วให้น่ารักที่สุดเท่าที่จะทำได้ เผื่อว่าแม่ค้าจะเห็นหน้าแล้วไม่อยากบ่นใส่

     แม่ค้าไม่ตอบอะไร แต่ทำหน้าประมาณว่า...ไอ้นี่ กวน... แล้วก็หยิบเอาแบงค์พันในมือของผมไป ก่อนจะล้วงๆๆผ้ากันเปื้อน (รึเปล่า ที่แม่ค้าเขาใส่กันน่ะ เรียกว่าอะไรก็ไม่รู้) แล้วก็เอาตังค์ออกมาทอนผม 960 บาทถ้วน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ร้านข้าวข้างทางแบบรถเข็น บางร้านก็เงินเยอะมิใช่เล่นเลยนะครับท่าน

     แบงค์ใหญ่มันดีนะครับ เวลาไปซื้อของที่มูลค่าเยอะๆ หรือไปซื้อของในห้าง ไปกินข้าวร้านหรูๆ แต่มันจะเป็นปัญหาระดับชาติทันที ถ้ามีแบงค์ใหญ่ แล้วต้องซื้อของที่มูลค่าน้อยๆ ที่ร้านขายของชำเล็กๆ หรือไปกินข้าวจานละแค่ 40 บาท

     แนวทางแก้ปัญหาที่เห็นได้ชัดคือ เวลากด ATM ก็กดเป็นแค่แบงค์ 100 ก็พอ แต่กดหลายๆครั้งหน่อย ถ้าโชคร้ายเจอตู้ที่มีแต่แบงค์ 500 และ 1,000 ก็กดแล้วไปเซเว่น ซื้อลูกอมสัก 10 บาท จ่ายแบงค์ 500 ให้พนักงานได้ด่าในใจเล่นๆก็แล้วกันครับ

     แบงค์ใหญ่เป็นปัญหาระดับชาติก็จริงอยู่ แต่ถ้ามีพกติดตัวไว้ ไปไหนก็อุ่นใจนะครับ ส่วนการที่ไม่มีสักแบงค์นี่สิ ปัญหาระดับชีวิตเลยนะครับ...แหม่

ตอนที่ 88 (บทความ) _ ไดอารี่



ไดอารี่

     รู้จักรึเปล่าไดอารี่ บางคนไม่รู้จักนะครับว่ามันคืออะไร ถ้าไม่รู้จักนะครับ ผมบอกให้ก็ได้ ไดอารี่ก็คือ...คืออะไรหว่า เปิดกูเกิลแปป...ไม่ใช่ละ จะเอาฮาไปไหน ความหมายของไดอารี่ก็แล้วแต่คนจะให้ความหมายของมันนะครับ สำหรับผมแล้ว ไดอารี่ คือ เรื่องราวต่างๆที่เราอยากจดบันทึกไว้ในแต่ละวันครับ มันเป็นการเขียนบันทึกลงสมุดสักเล่มหนึ่งในทุกๆวัน เพื่อให้ได้รู้ว่า ในวันนั้นๆเราทำอะไรบ้าง เจออะไรบ้าง แล้ววันดีคืนดี พอเราคิดถึงอดีต ก็หยิบสมุดไดอารี่มาอ่าน แล้วก็นั่งอมยิ้ม หรือร้องไห้คนเดียวได้

     การจะเขียนไดอารี่ได้ ต้องเป็นคนที่ชอบเขียนมากๆครับ เพราะถ้าเป็นคนไม่ชอบการเขียน มันจะเขียนไม่ออก หรือเขียนได้เพียงสั้นๆครับ เมื่อตอนที่ผมเริ่มลองเขียนดู ผมก็ว่าเออ...จริงแฮะ มันเขียนไม่ออกจริงๆนะครับ แม้ว่าเราจะจำอะไรได้หมด ว่าวันนี้เราทำอะไร เจออะไรมาบ้าง แต่มันก็เขียนได้แค่สั้นๆ เขียนเหมือนบันทึกประจำวันตอนไปแจ้งความกับตำรวจน่ะครับ ผมใส่ไข่เติมแต่งความทรงจำของผมไม่เป็น จนพอนานวันเข้า เขียนบ่อยๆ ก็ค่อยๆเขียนได้ยาวขึ้น เติมแต่งสีสันให้กับความทรงจำของตัวเองได้เยอะขึ้น เขียนได้เป็นหน้าๆเลยครับ

     อุปสรรคของการเขียนไดอารี่ นอกจากการที่ต้องรักการเขียนแล้ว ยังมีอีก 2 อย่าง

     อย่างแรกคือ ความคิด ความจำ คุณจำได้หรือเปล่า ว่าวันนี้คุณทำอะไรไปบ้าง คุณตื่นสายมั้ย คุณเจอใครบ้าง คุณคุยอะไรบ้าง คุณกินอะไรบ้าง และอีกมากมาย ถามสั้นๆว่า...คุณน่ะ จำได้มั้ย แล้วพอคุณจำได้ คุณจะสามารถเขียนมันออกมาให้เป็นความทรงจำในรูปแบบของตัวหนังสือได้หรือไม่ (อันนี้วกไปในเรื่องการรักการเขียน)

     เรื่องราวต่างๆมากมายในแต่ละวัน ส่วนมากแล้วมันก็จะซ้ำๆกัน คนในวัยเรียนก็จะมี ตื่น ไปเรียน เลิกเรียน กลับบ้าน คนในวัยทำงานก็เช่นกัน ตื่น ไปทำงาน เลิกงาน กลับบ้าน ชีวิตมันจะวนอยู่แค่นี้ในสถานการณ์หลักๆ แต่เชื่อเถอะครับว่า ในแต่ละวันนั้นมันจะมีรายละเอียดเล็กๆที่ซ่อนอยู่ ถ้าคุณนึกออก จำได้ คุณก็จะเขียนไดอารี่ไว้อ่านในอนาคตได้ ยิ่งบวกกับความสามารถในการเขียนที่ผ่านการฝึกฝนแล้ว ไดอารี่ของคุณก็จะยิ่งน่าอ่านมากเลยทีเดียว

     อุปสรรคอีกอย่างในการเขียนไดอารี่ก็คือ ความขี้เกียจนี่แหละครับ ผมยอมรับเลยว่า ทุกวันนี้ผมไม่ได้เขียนไดอารี่แล้ว โดยสาเหตุุก็เพราะ ตัวขี้เกียจนั่นแหละครับ ผมเลิกงานกลับถึงห้องก็ปาเข้าไปทุ่มกว่าแล้ว ไหนจะกินข้าว รายการทีวี ออกกำลังกาย เล่นเกม รวมไปถึงแชทอีก ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ดึงดูดความสนใจทั้งสิ้น จนกลายเป็นว่า มันทำให้เราขี้เกียจไปโดยอัตโนมัติ (เคยฮึดสู้กับมันอยู่ช่วงหนึ่ง แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ไม่เป็นท่า)

     ในปัจจุบันนี้สิ่งรบกวนสมาธิ และความจำมีเยอะครับ โดยเฉพาะโลกไซเชียลนี่ตัวดีเลย ถ้าได้สนใจในโลกโซเชียลแล้ว ร้อยทั้งร้อยครับ เขียนไดอารี่ไม่ได้ เพราะสมาธิในการเขียนไม่มี เรียกความทรงจำออกมาไม่ได้ หรือพอเรียกออกมาได้ แปปๆก็ลืม สุดท้ายก็เลยกลายเป็นความขี้เกียจ ทิ้งไดอารี่ เล่นโลกโซเชียลดีกว่า

     การเขียนไดอารี่เป็นการบันทึกความทรงจำลงในสมุดให้เป็นตัวหนังสือ โดยในการเขียนนั้น ผมจะทำเป็นเหมือนคุยกับตัวเอง ส่วนคนอื่นๆผมไม่รู้นะครับ ว่าเขาเขียนบันทึกกันในรูปแบบไหน ยกตัวอย่างการเขียนไดอารี่ในแบบของผมก็เช่น วันนี้ผมเจอแมวนอนสบายๆอยู่ตรงบันได ผมก็จะเขียนว่า...

     ประมาณบ่ายโมงนิดๆ จะเดินขึ้นไปชั้นสอง ไปหาหัวหน้าสักหน่อย ดันเจอแมวนอนหน้านิ่งๆ มีความสุข เห็นแล้วหมั่นใส้อยากเตะมันจริงๆ ทำหน้าเยาะเย้ยกูอีก ว่าแล้วก็เข้าไปตบหัวมันทีหนึ่ง แน่ะยังนิ่ง เอ้า...ไอ้แมวนี่ ตบหัวเสร็จแทนที่จะลุกหนี กันนอนหงายสบายใจกว่าเดิมอีก กะว่าจะให้กูเกาพุงให้ล่ะสิ ไม่มีทางซะหรอก ฝันไปเถอะ ขึ้นไปหาหัวหน้าดีกว่า ... นี่แหละครับ ตัวอย่างการเขียนไดอารี่ของผม เรื่องบางเรื่องเราก็ใส่ใข่เข้าไปบ้าง ให้ได้เหมือนว่าคุยกับตัวเอง แล้วพออนาคตเราหยิบสมุดไดอารี่มาอ่าน เราก็จะนึกขึ้นได้ ว่าวันนั้นๆมันเป็นแบบนี้นี่เอง แล้วเราก็จะมีรอยยิ้ม

     ใครที่อยากลองเขียนไดอารี่ดู ผมแนะนำว่าให้ลองมองหาซื้อสมุดไดอารี่ตามร้านหนังสือดูนะครับ ที่แนะนำแบบนี้ก็เพราะว่า สมุดไอดารี่น่ะ เขาจะทำมาแบบ 1 หน้าต่อ 1 วัน แล้วก็เล่มไม่ใหญ่เท่าไหร่ ผมอยากให้ค่อยๆลองฝึกเขียนดูให้ได้ครบ 1 หน้าต่อ 1 วันดูน่ะครับ เพราะอย่างที่ผมบอกไปว่า การเขียนไดอารี่ต้องรักในการเขียนด้วย ถ้าเริ่มเขียนจากสมุดขนาดปกติทั่วไป ผมกลัวว่ามันจะเป็นการบั่นทอนกำลังใจในการเขียนน่ะครับ

     การเขียนไดอารี่เป็นการฝึกความจำอย่างหนึ่งนะครับ ช่วยให้สมองมีความจำที่ดีขึ้น เวลาเรียนก็จะจำได้ดีขึ้น เวลาทำงาน มีใครสั่งงานอะไรก็จะจำได้ดีขึ้น (จริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมเดาเอานะครับ เอ...แล้วจะเขียนทำไม)

     เอาล่ะครับ ยาวมากแล้วครับ ทิ้งท้ายบทความนี้ไว้ว่า ไดอารี่ คือ ความทรงจำของเราที่ออกมาจากความคิด แล้วเขียนเป็นตัวหนังสือบันทึกลงในสมุด มันจะมีทั้งความสุข ความเศ้รา แต่ก็เป็นเรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิต ที่เมื่อในอนาคตเราย้อนกลับมาเปิดอ่าน เราก็จะยิ้มได้ครับ

ตอนที่ 87 (บทความ) _ ชื่อเสียง



ชื่อเสียง

     วันนี้ผมได้อ่านข่าวของคนที่มีชื่อเสียงหลายคนครับ ไม่ว่าจะเป็นข่าว เว็บไซต์พันทิปชวนฟังเสวนา 'เขียนอย่างไร ให้ดังในพันทิป' ซึ่งในเนื้อหาก็คือ ล็อกอินที่มีชื่อเสียงหลายคน จะมาเป็นคนบอกกล่าวถึงเทคนิด และวิธีการเขียนครับ

     ข่าวนักเขียนชาวออสเตรเลีย วัย 53 ปี นายริชาร์ด ฟลานาแกน คว้ารางวัล แมน บุ๊กเกอร์ ไพรซ์ ของอังกฤษ จากงานเขียนนิยายเรื่อง "เดอะ แนร์ โรว์ โรด ทู เดอะ ดีฟ นอร์ธ" (เขียนคำอ่านมาซะครบเลย แต่ไม่มีชื่อภาษาอังกฤษให้ดู อะไรเนี่ยยยยย)

     ข่าวของ คริสเตียโน โรนัลโด ทำสถิติเป็นบุคคลที่ได้ 100 ล้านไลค์ แลเป็นผู้ชายในฐานะนักกีฬา และนักฟุตบอล ที่ได้รับความชื่นชอบสูงสุดบนเฟสบุ๊ค

     นี่นับเฉพาะข่าวของวันนี้นะครับ ยังไม่นับข่าวก่อนหน้านี้อีกหลายข่าว และหลายคนที่มีชื่อเสียงทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก

     ผมล่ะอยากรู้จริงๆเลย ว่าการจะมีชื่อเสียงขึ้นมาได้เนี่ย มันทำได้ด้วยตัวเองล้วนๆ หรือมันอยู่ที่โชคชะตา ที่ดวงกันแน่

     ที่ผมตั้งข้อสงสัยแบบนั้นก็เพราะว่า บางคนนะ ไม่ว่าจะพยายามขนาดไหน ทำยังไงๆ ก็ไม่มีคนเหลียวแล หรือสนใจเลย แต่กับบางคน อ้าวเฮ้ย ทำงานซุกอยู่หลังครัวโน้น วันดีคืนดีมีคนพาไปดัง กลายเป็นคนมีชื่อเสียงขึ้นมาซะงั้น...ก็มันเป็นซะแบบนี้แหละ จะไม่ให้ผมอดสงสัยได้ยังไงล่ะครับ

     หรือที่เห็นได้ชัดเจนหน่อยก็คือ คนในวงการบันเทิงนี่แหละครับ บางคนนะ ทำตัวดีแสนดี กะว่าจะเป็นดารานิสัยดี จะได้มีคนชื่นชอบ ชื่นชม มีงานเยอะๆ เหอะ...สุดท้ายคิดผิด เพราะสุดท้ายก็ไม่มีงาน ไม่มีใครสนใจ หายเข้ารูดาวอังคารไปเลย แต่กับบางคนเปิดตัวแรงส์ กะว่าไม่ดังก็ดับ...ช่างมัน อ้าวเฮ้ย ดันมีแต่คนสนใจ แจ้งเกิด มีชื่อเสียง มีงานซะงั้น

     แต่ก็นะ บางคนทำดีแสนดี แล้วได้ดีก็มี บางคนทำตัวแรงส์ แล้วดับก็มี ทุกอย่างมันมี 2 มุม 2 ด้านเสมอแหละครับ การมีชื่อเสียงน่ะ จริงๆแล้วผมเชื่อว่า มันอาจจะต้องผูกกับดวงที่มีติดตัวเรามาด้วย เพราะถ้าไม่มีดวง เชื่อเถอะว่า ทำยังไงๆ มันก็ไม่ได้เกิดหรอก

     หรือจะเอาแบบโลกโซเชียลหน่อย ก็หาดูได้ตามยูทูป บางคนนะ สวยมากๆ สอนเทคนิคการแต่งหน้า ว่าแต่งยังไงให้สวย กะว่าจะได้มีชื่อเสียงสักหน่อย แต่อ้าวเฮ้ย ดับสนิท ไม่มีคนสนใจ ตอนนี้เห็นไปนั่งขายกล้วยทอดหน้ามันเยิ้มอยู่ข้างถนนโน้น แต่อีกคนนะ สวยมากๆเหมือนกัน สอนเทคนิคการแต่งหน้าให้สวยเหมือนกันนี่แหละ อ้าวเฮ้ย ดังว่ะ มีแต่คนสนใจ ติดตาม ก็นี่ไงล่ะ ชื่อเสียงมันมาพร้อมกับดวงจริงๆนะ

     หรือจะพวกนักกีฬา เอาล่าสุดเลย เอเชี่ยนเกมส์ 2014 ที่อินชอน ประเทศเกาหลีใต้ นักกีฬาบางคนนะ ได้เหรียญกลับมาเพื่อคนไทย แต่เออ...ไม่มีคนสนใจ ให้กำลังเล้ยยยย น่าสงสารน้องเขามากครับ แทนที่จะได้มีชื่อเสียงให้ครอบครัวสักหน่อย แต่ดันเงียบกริบ นี่แหละครับน้อง ทำตัวดี สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ แต่ไม่มีดวงสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง

     สำหรับตัวผมเองที่เป็นนักเขียนอิสระ ผมเคยเจอนักเขียนอิสระบางคนแบบผมนี่แหละครับ เขียนเยอะกว่าผมอีก เขียนจนเลิกเขียน ก็มันไม่ได้เกิดสักที เกิดในที่นี้หมายถึง มีคนติดตามสัก 10-20 คนก็ยังดี (ผมว่า ผมก็เริ่มจะเหมือนเขาคนนั้นเข้าไปทุกทีๆ) แต่บางคนนะ โชคดีจังเบ้อเริ่ม เขียนบทความโดนใจนิตยสารมีชื่อเข้า เท่านั้นแหละครับ จากนักเขียนอิสระ กลายเป็นนักเขียนมีสังกัดขึ้นมาเลย อิสระไม่ได้ซะแล้ว (จะอิจฉา หรือสมน้ำหน้าดี)

     ในงานเขียนของผม เมื่อก่อนหน้านี้ผมก็เขียนไปเรื่อยๆตามแบบนักเขียนอิสระที่เขียนมั่วๆ ตามแต่ใจอยากจะเขียน เขียนให้คนอื่นได้อ่าน จนมาวันหนึ่ง ผมก็ได้พอเจอไอดอลของผม 2 คนด้วยกัน ซึ่งงานเขียนของเขาทั้งสองคน เท่าที่ผมได้สัมผัส ผมว่าเขาเขียนให้ตัวเองได้อ่านซะมากกว่า แต่น่าแปลก เขาเหมือนจะเขียนให้ตัวเองได้อ่าน แต่ทำไมคนอื่นได้มาอ่าน กลับรู้สึกสนุก และน่าติดตาม ไอดอล 2 คนที่ผมพูดถึงก็คือ โน้ส อุดม แต้พานิช และ น้าเน็ก เกตุเสพย์สวัสดิ์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา (ชื่อน้าจะยาวไปไหน)

     สองคนนี้มีอะไรที่เหมือนกัน ผมว่าพวกคุณก็คงจะพอเดาออกนะครับ ... ถูกต้องนะครับ ความกวน... เอ้ย ความอารมณ์ดีต่างหาก

     ผมจะไม่เขียนถึงความสามารถ และความสำเร็จในด้านอื่นๆของทั้งสองคนนะครับ ผมจะขอเขียนถึงความสามารถในด้านการเขียนของพวกเขาเท่านั้น

     พี่โน้ส อุดม งานเขียนเล่มแรกของพี่โน้สที่ผมได้อ่านคือ ไดอารี่ของพี่เขาครับ มันไม่น่าเชื่อเลยนะครับว่า ไดอารี่ที่เราจดๆๆเก็บไว้เป็นบันทึกประจำวันของเรานั้น มันจะสามารถเอามาตีพิมพ์ออกขายได้ ในไดอารี่ของเราๆ ส่วนมากก็จะมีเรื่องราวต่างๆ ที่เราอยากจะเขียนเก็บไว้อ่านเมื่อยามเราคิดถึงอดีต แล้วอยากย้อนกลับไประลึกถึง แน่นอนว่าไดอารี่ของพี่โน้สก็เป็นแบบนั้น แต่ทำไมตีพิมพ์ขายได้ จนถึงตอนนี้ ผมก็ยังคงสงสัยอยู่

     งานเขียนอีกหลายๆเล่มของพี่โน้ส จะมีอย่างหนึ่งที่ผมรู้สึกได้คือ พี่โน้สน่ะ เขียนให้ตัวเองอ่านซะเป็นส่วนใหญ่ เหมือนเขียนบ่นนั่นแหละครับ แต่เป็นการบ่นที่แผงความอารมณ์ดี ความคิดสร้างสรรค์ไว้เยอะแยะมาก ผมถึงไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมพี่โน้สถึงเป็นเดี่ยวไมโครโฟน มือ 1 ขอประเทศไทยได้ ก็เพราะว่าพี่โน้ส...มีจินตนาการในการคุยกับตัวเองนั่นเอง

     น้าเน็ก ผลงานการเขียนของน้าเน็ก ผมบอกได้เลยว่า...ผมไม่เคยซื้ออ่านเลย (อ้าว แล้วเอ็งชื่นชอบเขาไปได้ยังไงล่ะ) ผลงานการเขียนของน้าเน็กที่ผมเคยอ่านจะมีแค่ใน ไทยรัฐ ออนไลน์ เท่านั้นครับ จะอยู่ในคอลัมน์ คนดังนั่งเขียน (เออ...ก็ยังดี)

     งานเขียนของน้าเน็กจะมีเสน่ห์คล้ายของพี่โน้ส จะแตกต่างกันอยู่ 2 จุดคือ น้าเน็กจะปากดีกว่า (ปากสุนัขก็ว่ามา) กับน้าเน็ก จะเขียนเหมือนกับคุยกับใครสักคนอยู่ จนเหมือนเขียนเป็นบทสนทนานั่นเอง (หรือจะคุยคนเดียว บ่นๆเหมือนพี่โน้สก็ไม่รู้นะ) แต่ด้วยความที่งานเขียนของน้าเน็กค่อนข้างจะปากดี ทำให้ผมชอบอ่าน เพราะอ่านแล้วมันไม่เบื่อดี แล้วผมจะติดตามผลงานของน้าต่อไปนะครับ (เออ...ขอบใจว่ะ)

     ชื่อเสียงนะครับ ใครๆก็อยากได้ อยากมี เพราะถ้ามีชื่อเสียงขึ้นมาแล้ว อะไรๆก็อาจจะดีขึ้น เช่น มีคนรู้จักมากขึ้น ไปไหนก็อาจจะมีคนคอยให้ความช่วยเหลือ มีงานเข้ามามากขึ้น มีคนรักมากขึ้น เดือดร้อนอะไรก็มีคนคอยช่วยเหลือ จะทำอะไรก็มีคนคอยสนับสนุน ฯลฯ

     แต่แน่นอนว่า การมีชื่อเสียงย่อมแลกมาด้วยความเป็นส่วนตัวที่หายไป ดูอย่างพวกดารา นักแสดงสิครับ จะขยับตัวไปไหน ทำอะไร ต้องคอยวางตัวให้ดี ไม่งั้นก็มีโอกาสร่วงกลางอากาศ ดับอนาถได้ง่ายๆ

     คนปกติอย่างเราๆในยุคปัจจุบันนี้ การมีชื่อเสียงง่ายๆก็คงหนีไม่พ้น ยอดไลค์ในเฟสบุ๊คใช่รึเปล่าล่ะครับ ยิ่งมีคนกดไลค์มาก ก็แสดงว่าเรามีชื่อเสียงมาก คนเดี๋ยวนี้เลยแย่งยอดไลค์กัน จนบางทีก็ทำอะไรผิดๆลงไปเพื่อยอดไลค์ แล้วจากที่มีชื่อเสียง ก็กลายเป็นชื่อเสีย ดับวูบลงในชั่วข้ามคืน

     สำหรับตัวผมเองแน่นอนว่า ผมก็อยากจะมีชื่อเสียงในงานเขียน ผมทำทุกทางเท่าที่ทำได้ เพื่อให้คนได้รู้จักบล็อกของผม ไม่ว่าจะเป็นการแลกลิงค์ การไปโพสตามประกาศฟรี รวมไปถึง การใช้โฆษณาของกูเกิล แต่ผลที่ได้ก็ไม่ค่อยน่าพอใจสักเท่าไหร่นัก อาจจะเพราะงานเขียนของผมไม่น่าสนใจ หรือไม่ก็...ผมลืมพกดวงมาด้วย ในตอนนี้ผมก็เลยเลือกที่จะเขียนแบบอิสระไปเรื่อยๆ ไม่ได้โปรโมทบล็อกของตัวเองที่ไหนแล้ว ผมเชื่อว่า ถ้าดวงผมมี สักวันหนึ่ง ผมก็น่าจะมีคนติดตามสัก 10-20 คนสิน่า (ฝันกลางวันเอาไว้ก่อน)

     แน่นอนว่าการมีชื่อเสียง อาจจะนำความลำบากมาให้ชีวิตบ้าง แต่เชื่อเถอะครับว่า แทบจะทุกคนอยากมีชื่อเสียง อยากเป็นที่ยอมรับในสังคม เพราะอะไรน่ะเหรอครับ ก็เพราะว่า...มันมีความสุขเวลามีคนชื่นชมไงครับ

ตอนที่ 86 (เรื่องสั้น) _ สลัด...สะบัด



สลัด...สะบัด

     "กินอะไรดีน้อ เมนูที่อยากกินก็ดันไม่มาขาย ไม่ได้วางแผนเผื่อไว้ซะด้วยสิ" ผมกำลังเดินเลือกซื้อข้าวเย็นกลับไปกินที่ห้องหลังจากที่เลิกงานแล้ว จริงๆวันนี้ผมวางแผนไว้ว่าจะกินข้าวต้มร้านพี่คนสวย แต่พอมาถึงสถานที่ขายอาหาร อ้าว...ร้านข้าวต้มพี่คนสวยไม่มาขาย ซวยล่ะทีนี้ เพราะผมไม่ได้วางแผนเผื่อไว้ซะด้วยสิ ว่าถ้าร้านข้าวต้มพี่คนสวยไม่มาขาย จะซื้ออะไรไปกินแทน

     สถานที่ขายอาหารตรงนี้เป็นทางเท้า หรือฟุตบาทข้างถนน มีร้านรถเข็นมาขายกันมากอยู่พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด ปลาทอด ปลาเผา บะหมี่เป็ด ส้มตำ ลาบ น้ำตก ข้าวต้ม สลัด ลูกชิ้นทอด ลูกชิ้นปิ้ง ผลไม้ ฯลฯ ทางเท้าระยะเพียงแค่ประมาณ 50 เมตร แต่ร้านค้าสองข้างทางก็ถือว่าเยอะมากเลยทีเดียว

     ถึงแม้ว่าร้านค้าจะเยอะ แต่ผมก็เลือกกินแค่ไม่กี่อย่างเอง เพราะผมวางแผนการใช้เงินแต่ละวันไม่เกิน 150 บาท แบ่งเป็นค่าเดินทาง 50 บาท ค่าอาหาร 100 บาท  เช้า-เที่ยง มื้อละ 30 บาท มื้อเย็นก็เหลือแค่ 40 บาท จึงเลือกกินได้ไม่กี่อย่าง ที่ผมต้องทำแบบนี้ก็เพื่อออมเงินไว้ลงทุนในอนาคตล่ะครับ

     "ข้าวต้มไม่ขาย ก็เป็นบะหมี่เป็ดแทนก็แล้วกัน 40 บาทพอดี" ผมตัดสินใจเลือกกินบะหมี่เป็ดแทน เพราะเห็นว่าเป็นน้ำเหมือนกัน น่าจะกินง่ายลื่นคอพอๆกัน แล้วที่สำคัญไม่เกินงบที่ตั้งไว้ด้วย

     "ข้าวต้มปลาครับพี่คนสวย" วันนี้ผมก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะกินข้าวต้มเหมือนเดิม แล้วก็ได้กินในที่สุด เพราะร้านข้าวต้มพี่คนสวยมาขายแล้ว

     "สักครู่นะคะ พอดีมีอีก 4 คิวค่ะ" เจ้าของร้านวัยสี่สิบต้นๆ แต่หน้าตายังดูเหมือนพึ่งแค่สามสิบต้นๆบอกกับผม แล้วก็รีบทำข้าวต้มให้กับลูกค้าที่ยืนรออยู่ที่หน้าร้านอย่างคล่องแคล่ว

     "ทุกอย่างถุงหนึ่งค่ะ" เสียงของหญิงสาวคนหนึ่งแว่วมาเข้าหูผม เสียงของเธอฟังดูสดใส และมีความน่ารักอย่างบอกไม่ถูก แม้ว่าในเวลานี้คือ เวลาหลังจากเลิกงานแล้วก็ตาม เสียงของเธอทำให้ผมต้องตัดสินใจหันไปมอง ว่าเธอมีรูปร่าง หน้าตาเป็นยังไง ทำไมเสียงถึงยังฟังดูสดใสจริงๆ

     "หือ เสียงของสาวประเภทสองเหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อเลย ว่าเสียงจะสดใสเหมือนผู้หญิงได้ขนาดนี้" ผมยืนรอข้าวต้มอยู่ที่หน้าร้านข้าวต้ม แล้วหันไปมองร้านสลัดทางขวามือ ผมเห็นสาวประเภทสองคนหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าร้านสลัด ผมแทบจะไม่อยากเชื่อเลยว่า เสียงที่ได้ยินเมื่อกี้จะเป็นเสียงของเธอ เพราะเสียงที่ได้ยินมันเหมือนเสียงของผู้หญิงมากๆ

     ผมยืนมองเธอไปก็คิดสงสัยไปว่า ทำไมเสียงของเธอถึงได้ใสเหมือนเสียงของผู้หญิงจริงๆเลย หรือว่าเพราะเธอกินสลัด หรือว่าเพราะเธอเป็นผู้หญิงจริงๆที่เหมือนสาวประเภทสอง หรือเพราะอะไรกันนะ

     ในระหว่างที่ผมกำลังคิดอยู่นั้น เธอก็พูดขึ้นอีกครั้ง "ขอบคุณค่ะ" แล้วเธอก็จ่ายเงินค่าสลัด ก่อนจะเดินหิ้วถุงสลัดออกไปจากหน้าร้าน

     "เฮ้ย เดี๋ยวนะๆ มันไม่ใช่เสียงนี้นี่ งั้นเมื่อกี้มันเสียงใครล่ะ หรือเสียงจากร้านอื่น นี่เราหลงทิศทางของเสียงเหรอเนี่ย" ผมตกใจถึงกับสติหลุด หลังจากที่กำลังคิดอะไรเพลินๆ ว่าทำไมเสียงของสาวประเภทสองคนนั้นถึงได้เสียงเหมือนผู้หญิงมากๆ แต่พอเธอพูดอีกครั้งเท่านั้นแหละ มันกลับไม่ใช่เสียงที่ได้ยินก่อนหน้านี้ ผมงงกับตัวเองมาก นี่ผมหลงทิศทางของเสียงหรือยังไงกันแน่

     ก่อนที่ผมจะสับสนไปมากกว่านี้ ก็ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งเดินมาที่ร้านสลัด แล้วก็มายืนรอเฉยๆไม่พูดไม่จาอะไรเลย ตอนนั้นผมก็คิดว่า หรือจะเป็นเสียงของเธอ แล้วเมื่อกี้เธอเดินไปไหน ทำไมผมไม่ทันเห็นว่าเธอเดินออกไปจากหน้าร้านสลัด หรือว่าเราจะหันไปมองช้าเกินไป หรือยังไงกันแน่

     ผมยืนรอข้าวต้มของผมซึ่งผ่านไปแล้ว 2 คิว เหลืออีก 2 คิวจะถึงคิวของผม ระหว่างนั้นผมก็มองหญิงสาวที่ยืนรอสลัดอยู่ที่หน้าร้านสลัดไปด้วย แล้วผมก็คิดว่า...

     "เออ...แล้วนี่เราจะไปอยากรู้ อยากสนใจเจ้าของเสียงเมื่อกี้ทำไมกันล่ะเนี่ย" ผมคิดทบทวนความคิดของตัวเอง เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมก็ตัดสินใจจะเลิกสนใจเจ้าของเสียงที่ได้ยินเมื่อกี้ แล้วตั้งหน้าตั้งตารอข้าวต้มจะดีกว่า

     "ขอบคุณค่ะ" แต่ทันทีที่ผมได้ยินเสียงที่ฟังดูสดใสนั้นอีกครั้ง ผมก็หันขวับไปมองโดยไม่ทันได้คิดอะไรในทันที และแล้วผมก็ได้พบกับเจ้าของเสียง ซึ่งเจ้าของเสียงก็ไม่ใช่ใครที่ไหน หญิงสาวที่ยืนรอซื้อสลัดคนนั้นนั่นเอง

     เธอจ่ายเงินค่าสลัดเสร็จแล้ว เธอก็เดินมาทางร้านข้าวต้มซึ่งมีผมยืนอยู่ แล้วเหมือนว่าเธอจะรู้ว่าผมมองเธออยู่ เพราะเธอมองหน้าผม แล้วก็ยิ้มให้ผมแบบอายๆ ก่อนที่จะละสายตาไปจากผม แล้วเดินผ่านผมไปในระยะประชิด จนทำให้ผมต้องหมุนตัว 180 องศา เพื่อมองตามเธอไป ว่าเธอเดินไปไหนต่อ

     ตอนนี้ใจผมเต้นแรงมาก รู้สึกร้อนไปทั้งหน้า นี่ผมโดนผู้หญิงเปิดเกมรุกจู่โจมจนรู้สึกตื่นเต้นเหรอเนี่ย หลังจากที่เรียนจบมา ผมก็ไม่เคยโดนผู้หญิงเปิดเกมรุกท้าทายแบบนี้มาก่อน นี่เป็นครั้งแรก และคนแรกที่กล้าเปิดเกมรุกใส่ผม เพราะก่อนหน้านี้ผมจะเป็นฝ่ายบุกตลอด ด้วยหน้าตาที่ดูไม่ได้ขี้เหร่อะไร ทำให้ผมสามารถเป็นฝ่ายบุกอยู่ตลอด จนมีครั้งนี้แหละ ที่ต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับ จนผมทำตัวไม่ถูกเลย

     "ข้าวต้มได้แล้วจ้ารูปหล่อ แหม...มาซื้อข้าวต้มของพี่บ่อยๆเนี่ย ติดใจข้าวต้ม หรือแม่ค้ากันจ๊ะ" แม่ค้าข้าวต้มก็เป็นอีกคนที่ผมเป็นฝ่ายเปิดเกมรุกก่อน ถึงแม้ว่าเธอจะอายุปาเข้าไปสี่สิบต้นๆแล้ว แต่ด้วยหน้าตาที่ยังเด็กเกินวัย ก็ทำให้ผมอดที่จะพูดจาชมบ่อยๆไม่ได้ ว่าเธอนั้นน่ารัก ทำข้าวต้มเก่ง ถ้าได้เป็นแฟนก็คงดี แต่ก็เหมือนเธอจะรู้ว่าผมหยอกเล่น เธอกับผมเลยสนิทกันเหมือนเพื่อนที่มีอายุต่างกันซะมากกว่า

     ผมนั่งกินข้าวต้มไป ก็นึกถึงเธอคนนั้นไป ว่าเธอเป็นใครกันนะ เคยเจอ หรือเคยรู้จักกันรึเปล่า ทำไมเธอยิ้มให้ผมแบบอายๆ อีกอย่างหนึ่งคือ เธอเดินเข้าซอยเดียวกับซอยหอพักของผมด้วย แสดงว่าเธอก็น่าจะอยู่ใกล้ๆกับผมแน่ๆเลย เพราะในซอยนี้ก็มีหอพักอยู่หลายที่ แต่ละที่ก็อยู่ห่างกันไม่มากนัก ผมนึกถึงเธอมากไปจนกลายเป็นความคิดถึง คิดถึงเสียงใสๆ คิดถึงรอยยิ้มของเธอที่ทำให้ผมใจเต้นแรง คิดถึงเธอมากขนาดนี้ แล้วคืนนี้ผมจะนอนหลับหรือเปล่าล่ะเนี่ย

     วันนี้ผมตั้งใจจะดูหน้าเธออีกครั้ง ว่าเธอหน้าตาเป็นยังไง เป็นคนที่เคยเจอ หรือเคยรู้จักกันมาก่อนรึเปล่า ทำไมเธอต้องยิ้มให้ผมแบบอายๆด้วย เลิกงานเย็นวันนี้ผมได้เดินมาที่ทางเท้าที่ประจำสำหรับซื้อข้าวเย็น แต่วันนี้ผมยังไม่เข้าไปเลือกซื้อข้าวเย็น ผมเลือกที่จะซุ่มรอดูเธออยู่ห่างๆ โดยได้มายืนอยู่แถวๆปากซอยซึ่งอยู่ห่างๆร้านสลัดที่เจอเธอเมื่อวานนี้พอสมควร

     พอถึงเวลาเดิม เธอก็เดินมาซื้อสลัดตามคาดอีกครั้ง ผมมองหน้าเธออยู่ไกลพอสมควร ทำให้มองไม่ค่อยชัด ประกอบกับคนที่เดินเลือกซื้ออาหารค่อนข้างเยอะด้วย ทำให้มองไม่ถนัดนัก แต่ผมก็เชื่อว่า ผมไม่น่าจะเคยเจอ หรือเคยรู้จักเธอมาก่อนแน่นอน

     เธอซื้อสลัดเสร็จ เธอก็เดินมาทางผม เพราะผมยืนแอบดูเธออยู่ที่ปากซอย ผมเลยทำเป็นเดินสวนเธอเข้าไปเพื่อจะไปซื้อข้าวเย็น ดูว่าเธอจะยังมองมาที่ผมอีกหรือไม่

     พอเธอรู้ตัวว่าผมกำลังจะเดินสวนทางกับเธอ ปรากฏว่าเธอมองหน้าผม แล้วก็ยิ้มให้อีกแล้ว แต่คราวนี้เธอไม่มีอาการอายเลยแม้แต่น้อย กลายเป็นผมซะอีก ที่ใจเต้นแรงจนต้องเป็นคนหลบสายตาของเธอ เพราะความเขินอาย

     คืนนี้ผมนอนไม่หลับอีกแล้ว ในหัวสมองมีแต่เรื่องของเธอเต็มไปหมด นี่ขนาดไม่เคยคุยกันเลยสักครั้งนะ ทำไมผมถึงเป็นได้ถึงเพียงนี้ แล้วด้วยความที่ว่าผมเป็นฝ่ายบุกอยู่เป็นประจำ พอมาเจอเรื่องท้าทายแบบนี้ ผมก็เลยตัดสินใจแล้วว่า ถึงเวลาที่ผมต้องโต้กลับเธอบ้างแล้ว

     "อย่าพึ่งมัดปากถุงครับ ยังขาดอีกอย่างนะครับ" วันนี้ผมต้องโต้กลับเธอบ้างแล้ว ขืนปล่อยให้เธอบุกอยู่ฝ่ายเดียว มีหวังผมคงเสียเชิงชายหมดแน่ๆ ว่าแล้วผมก็โต้กลับเธอด้วยการเล่นมุขกับอาหารที่เธอชอบ นั่นก็คือ สลัดนั่นเอง ผมยืนรอเธออยู่ที่ปากซอยเหมือนเดิม จนเห็นเธอเดินมาซื้อสลัดอีกครั้ง พอพ่อค้าหยิบๆ ตักๆ ผักต่างๆใส่ถุงเรียบร้อย แล้วกำลังจะมัดปากถุง ผมก็รีบแสดงตัวเข้าไปห้ามไม่ให้พ่อค้ามัดปากถุงทันที

     "เออ...ขาดอะไรครับ" พ่อค้าชะงัก ก่อนจะมองหน้าผมแล้วเอ่ยถาม

     "ขาดความคิดถึงของผมยังไงล่ะครับ ถ้าขาดสิ่งนี้ไป ผมว่าเธอคงทานสลัดไม่อร่อยแน่ๆครับ" ผมยิงมุขเสี่ยวๆออกไปโดยไม่ให้เธอได้ตั้งตัว เธอตกใจทำหน้าอึ้ง แล้วก็หน้าแดงอย่างเห็นได้ชัด

     "อูยยย..กล้าเล่นนะน้อง" พ่อค้าถึงกับร้อง เมื่อได้ยินมุขเสี่ยวของผม

     "นิดนึงครับ ถ้าไม่เล่นแบบนี้ ผมก็คิดไม่ออกล่ะครับ ว่าจะต้องทำยังไงถึงจะได้รู้จักสาวสวยคนนี้" ผมตอบพ่อค้า แล้วก็หันไปมองหน้าของเธอ

     "พี่ เอาสลัดให้ผมอีกุถงนะครับ" ผมหันไปบอกพ่อค้า ว่าขอสั่งสลัดเพิ่มอีกถุง ผมตั้งใจจะลองกินสลัดดู เพื่อที่จะได้มีเรื่องไว้คุยกับเธอเพิ่มขึ้น

     "อย่าลืมใส่ความคิดถึงของหนูลงไปด้วยนะคะ เดี๋ยวพี่เค้าจะทานไม่อร่อย" เธอพูดกับพ่อค้า แล้วหันมายิ้มให้ผม ผมไม่คิดว่าเธอจะกล้าเล่นมุขเดียวกับผมย้อนกลับมา ทำเอาผมรู้สึกว่า นี่ผมสู้เธอไม่ได้หรือยังไงกันแน่ เมื่อกี้ผมยังบุกอยู่เลย พอรู้ตัวอีกที อ้าว...ต้องตั้งรับอีกแล้วเหรอเนี่ย

     หลังจากที่ซื้อสลัดเสร็จแล้ว ผมกับเธอก็เดินเข้าซอยหอพักมาพร้อมกัน โดยที่เธอได้สลัดก่อนผม แล้วเธอก็เดินไปเข้าซอยทันที ผมคิดว่าเธอคงจะเดินไปไกลแล้วล่ะ กว่าผมจะได้สลัดแล้วเดินไปเข้าซอย แต่ปรากฏว่าพอผมเดินไปถึงปากซอย ผมกลับได้เจอเธอยืนรอผมอยู่แถวๆนั้น ผมดีใจปนสงสัย ว่าเธอวางแผนอะไรไว้กันแน่

     "เออ...ผมชื่อ บอย นะครับ ไม่ทราบว่าน้องชื่ออะไรเหรอครับ" ผมถามเธอ ระหว่างที่กำลังเดินเข้าซอยมาพร้อมกัน

     "ชื่อ เฟรม ค่ะ นี่พี่บอยจีบเฟรมอยู่รึเปล่าคะ" เธอบอกชื่อกับผม พร้อมกับคำถามที่ทำเอาผมอึ้ง ว่าทำไมเธอถึงต้องถามแบบนี้ด้วย

     "ทำไมเหรอครับ ถ้าจะจีบต้องบอกด้วยเหรอครับ" ผมสงสัย

     "ต้องบอกสิคะ เพราะเฟรมจะได้ให้คะแนนคนที่จีบถูกไงคะ ถ้าไม่จีบ เฟรมก็ไม่ให้คะแนน แล้วก็ไม่เปิดใจ แต่ถ้าจะจีบก็รีบบอกนะคะ เฟรมจะได้เปิดใจให้ แล้วก็ให้คะแนนด้วย รีบๆตัดสินใจนะคะ ขืนช้าเกินไป อดจีบนะคะ เพราะตอนนี้คนยื่นใบสมัครจีบเฟรมมีหลายคนเลยล่ะค่ะ" เธอตอบผมเหมือนกับสาวมั่น ที่มั่นใจว่าสวยเลือกได้ แต่เธอก็สวยจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงบอกกับผมว่า ถ้าจะจีบก็รีบบอก

     "หือ...งั้นจีบครับ ขอสมัครจีบด้วยอีกคนหนึ่งครับ" ผมรีบบอกกับเธอทันทีเลยว่า จะขอจีบเธอด้วยอีกคน เพราะผมก็อยากรู้ว่า คนที่กล้าเปิดเกมรุกใส่ผมก่อนแบบเธอ จะมาไม้ไหน แล้วเธอมีดีอะไร ทำไมถึงกล้าท้าทายผู้ชายอย่างผมขนาดนี้

     "จะทำหรือไม่ทำคะพี่บอย ถ้าพี่บอยไม่ทำนะ เฟรมจะไม่ยอมเป็นแฟนกับพี่บอยเด็ดขาดเลย" ใครจะไปคิดล่ะครับว่า น้องเฟรมสาวสวยคนนี้ ก็คือยัยแว่นหน้าตาบ้านๆ คนที่กล้าเปิดเกมรุก บุกจู่โจมผมเมื่อตอนสมัยเรียน แน่นอนว่าตอนที่ผมเจอกับเธอครั้งแรก รวมไปถึงตอนที่ผมบอกว่า ผมจะจีบเธอ ผมจำเธอไม่ได้ ก็เพราะตอนนั้นเธอไม่ได้สวยขนาดนี้นี่ครับ แล้วตอนนั้นผมก็เคยพูดกับเธอไว้ด้วยว่า...

     "โห ยัยแว่นเอ้ย หน้าตาแบบเธอเนี่ยนะ จะมาขอเป็นแฟนกับพี่ ไปเลยไป ไปไกลๆเลย ถ้าเธอสวยกว่านี้ ฮอตกว่านี้นะ แล้วทำให้พี่พูดว่า พี่จะจีบเธอได้นะ พี่จะยอมลงคลานสี่ขาแบบสุนัขเลย พี่จะคลานรอบๆตัวเธอจนกว่าเธอจะพอใจ แล้วจะทำท่าสะบัดขนแถมให้ด้วยเอ้า ยังไม่พอๆ พี่จะยืนสองขาแบบสุนัข ขอเธอเป็นแฟนเลย...แต่เชื่อสิ มันไม่มีวันนั้นหรอก ยัยแว่น"

     "เอาจริงสิ ไม่ทำไม่ได้เหรอน้องเฟรม" ตอนนี้ผมตกที่นั่งลำบากกับคำพูดของตัวเองเมื่อตอนนั้นซะแล้ว

     "ก็ตามใจพี่บอยนะคะ ถ้าพี่ไม่ทำจริงๆ เฟรมก็คงจะยอมเป็นแฟนของพี่ไม่ได้หรอก" เธอพูดแล้วก็สะบัดหน้าเชิดใส่ผม

     "จ๊ะๆๆ ยอมแล้วจ้า พี่ยอมทำตามแล้ว" ผมยอมรับเลยว่า ผมพลาดจริงๆ ไม่คิดว่าพอเธอโตขึ้น หน้าตาของเธอจะดูดีขึ้นขนาดนี้ ยิ่งเปลี่ยนจากใส่แว่นไปใส่คอนแทคเลนส์ด้วยแล้ว หน้าเธอยิ่งสวยมาก อีกทั้งรูปร่างของเธอมันช่างสมส่วนซะจนหน้าหลงใหล จนตอนนี้ผมต้องกลายเป็นคนที่ขอเธอเป็นแฟนซะเอง

     ผมทำตามที่ผมเคยพูดไว้กับเธอทุกอย่าง ทั้งลงคลานสี่ขา ทั้งทำท่าสะบัดขน ทั้งยืนสองขาเพื่อขอเธอเป็นแฟน จนตอนนี้เหรอครับ...เธอตกลงยอมเป็นแฟนกับผมแล้วครับ

ตอนที่ 85 (บทความ) _ น้ำใจคนไทย



น้ำใจคนไทย

     สิ่งหนึ่งที่เป็นทั้งข้อดี และข้อเสียของคนไทยโดยไม่รู้ตัวคือ น้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความขี้สงสาร ความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นนี่แหละครับ ทำให้ในบางครั้งมันกลายเป็นการสร้างอาชีพขอทานขึ้นมา หรือสร้างคนที่ชอบลวงโลกขึ้นมาในประเทศไทยของเรา

     ล่าสุดหากใครได้ติดตามข่าว คงจะยังจำกันได้ถึงกรณีชายชาวต่างชาติขาโตเหมือนคนพิการ นั่งขอทานอยู่ที่ถนนข้าวสาร เมื่อคนไทยไปเจอ ก็สงสาร ช่วยกันระดมเงินให้เขา เพื่อให้เขาได้ใช้เป็นค่าเดินทางกลับประเทศของเขา แต่โอ้...แม่เจ้า ชาวต่างชาติลวงโลกซะงั้น พอได้เงินแล้วเขาก็ไปเที่ยวพัทยา จนเงินที่คนไทยช่วยกันระดมให้หมดเกลี้ยง แล้วก็ไปนั่งขอทานใหม่ที่พัทยา

     อาชีพขอทานก็เช่นกัน เป็นอาชีพที่อยู่คู่ประเทศไทยมาอย่างยาวนาน เมื่อคนไทยมีน้ำใจ เห็นคนลำบากนั่งขอทานก็ให้เงิน แล้วทีนี้มันก็ไม่หมดไปสักทีสิครับ เชื่อหรือไม่ครับว่า ขอทานไม่ได้จนนะครับ  สมมุติว่า นั่งขอทานวันละ 8 ชั่วโมงเท่าเราทำงานประจำนี่แหละ ได้เงินชั่วโมงละ 30 บาท รวมแล้ว 1 วันก็ได้เงิน 240 บาท เดือนหนึ่งก็ 7,200 บาท นี่มีเงินใช้สบายๆ ไม่จนเลยนะครับ ผมเริ่มทำงานที่ต่างจังหวัด วุติ ป.ตรี เงินเดือนยังแค่ 5,900 - 6,500 บาทเองนะ แล้วนี่สมมุติแค่ชั่วโมงละ 30 บาทนะครับ สมมุติแค่นั่งขอวันละ 8 ชั่วโมงนะครับ ที่เหลือก็ลองคำนวณดูครับ ว่าขอทานน่าจะได้เท่าไหร่ งานสบายๆเลยนะนั่น

     ขอทานที่เป็นขอทานจริงๆเลยมันก็มีครับ คนพวกนี้ก็น่าสงสาร น่าเห็นใจจริงๆ เพราะเขาไปทำอย่างอื่นไม่ได้จริงๆ แต่ผมคิดว่ามันคงมีน้อยมากแหละครับ ถ้าจะเทียบกับขอทานที่ทำกันเป็นอาชีพ ที่มาล้อเล่นกับความมีน้ำใจของคนไทย เอาเถอะครับ ไม่ว่าอาชีพขอทานจะเป็นยังไงต่อไป ผมก็คงปล่อยให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องจัดการจะดีกว่า

     เขียนบ่นไปเยอะละ มาเข้าเรื่องที่คิดไว้แต่ต้นดีกว่า เรื่องที่คิดไว้ก็คือ น้ำใจคนไทย ที่ไม่เคยมีวันหมดไป ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคสิ่งของ หรือเงิน ให้กับผู้ยากไร้ตามสถานที่ที่รับบริจาคต่างๆ รวมไปถึงการเลี้ยงอาหารเด็กๆตามสถานสงเคราะห์ หรือการช่วยเหลือคนที่เดือนร้อนตามสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ

     สำหรับผมแล้ว หลังจากที่ได้เคยนำเสื้อผ้า และของใช้มือสองไปบริจาคให้มูลนิธิกระจกเงาแล้ว ตอนนี้ผมก็กลายเป็นคนรับบริจาคสิ่งของจากคนรอบตัว เพื่อนำไปส่งต่อให้มูลนิธิกระจกเงาครับ สาเหตุที่ผมกลายเป็นคนรับบริจาคสิ่งของ ก็ไม่มีอะไรมากครับ ก็แค่คิดว่า คนไทยมีน้ำใจนี่แหละครับ ผมเลยรับอาสาเป็นคนกลาง

     แล้วเท่าที่ผ่านมา ผมเชื่อแล้วครับว่า คนไทยยังเป็นคนที่มีน้ำใจอยู่มากจริงๆ ถึงแม้ว่าสิ่งของที่นำมาบริจาคจะเป็นของมือสอง แต่มันก็แสดงให้เห็นว่า พวกเขาเหล่านั้นพร้อมที่จะสละของที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นได้ มีบางคนซื้อของใหม่บริจาคเลยก็มีนะครับ น้ำใจคนไทยยังมีเยอะแบบนี้ ผมก็คงรับหน้าที่เป็นคนกลางเพื่อการบริจาคสิ่งของไปอีกนานล่ะครับ ทำตรงนี้มีความสุขใจนะครับ ใครว่างๆมีแรงกำลัง ก็ลองทำตัวเป็นคนกลางรับบริจาคดูสิครับ แล้วจะรู้ว่า มันสุขจริงๆนะ

     ล่าสุดที่ผ่านมา ผมไปเจอโครงการตุ๊กตาล้มได้ ลุกได้ ของมูลนิธิ รพ.เด็ก บริจาคเงิน 99 บาท เพื่อเป็นทุนจัดซื้อครุภัณฑ์ทางการแพทย์ และรักษาผู้ป่วยโรคยุ่งยากซับซ้อน แล้วรับตุ๊กตาล้มลุก 1 ตัว ทีแรกผมคิดว่าคงไม่มีคนสนใจ แต่ที่ไหนได้ล่ะครับ ได้รับการตอบรับดีมากๆ คนร่วมบริจาคราวๆ 70 คนได้ อาจจะว่ามีตุ๊กตาเป็นสิ่งตอบแทน คนเลยสนใจก็ได้ แต่พอมาคิดดูอีกทีว่า ถ้าเราเอาตุ๊กตามาขายเฉยๆ ก็คงไม่มีคนสนใจ แต่พอเป็นการบริจาคแล้วได้ตุ๊กตา คนมีน้ำใจแบบคนไทยก็ไม่มีรีรอที่จะบริจาคกันเลยทีเดียว ผมว่านะ จริงๆแล้วบริจาคแต่ไม่ได้ตุ๊กตา คนไทยก็บริจาคแหละ แต่ก็แต่ได้ไม่ถึง 99 บาทเท่านั้นเอง

     น้ำใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเห็นอก ตกใจ!!! เอ้ย เห็นอกเห็นใจ เป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพราะถ้ามีกันเยอะๆ สังคมก็จะน่าอยู่ แล้วประเทศไทยก็คงจะสงบสุขมากกว่านี้แน่ๆ เออ...ไม่นับอาชีพขอทานลวงโลกนะครับ แหม กำลังจะจบแบบซึ้งๆ ไอ้ขอทานมันแวบขึ้นมาทำไมเนี่ย

ตอนที่ 84 (บทความ) _ มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า



มอเตอร์ไซค์ฮอนด้า

     ผมได้ไปอ่านเจอบทความอยู่บทความหนึ่งจาก ไทยรัฐออนไลน์ โดยบทความนี้ได้เขียนถึงเทคโนโลยีของฮอนด้า ที่พยายามจะสร้างเทคโนโลยีเพื่อสังคม และสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีนั่นก็คือ เทคโนโลยีระบบหยุดเครื่องยนต์อัจฉริยะ หรือ Idling Stop System

     ระบบดังกล่าวผมว่าดีเลยทีเดียวในกรณีที่ติดไฟแดงนานๆ หรือจอดรถอยู่กับที่เป็นระยะเวลาหนึ่ง เพราะอย่างน้อยการดับเครื่องยนต์ ก็เป็นการประหยัดพลังงานน้ำมัน ไม่ให้เผาไหม้ไปโดยสิ้นเปลือง และเปล่าประโยชน์

     สมัยที่ผมยังมีโอกาสได้ใช้รถมอเตอร์ไซค์ในการเดินทางนั้น ผมจำได้ว่าเวลาผมติดไฟแดง ผมจะชอบดับเครื่องเป็นประจำ เพราะเข้าใจว่า ถ้าติดเครื่องทิ้งไว้ มันจะเปลืองน้ำมัน (จริงๆมันก็เปลืองนั่นแหละ) แต่พอไปถามผู้รู้เรื่องเครื่องยนต์แล้ว เขาบอกว่า ถ้าติดไฟแดงไม่เกิน 5 นาที ติดเครื่องไว้จะดีกว่า เพราะว่าการสตาร์ทเครื่องยนต์ใหม่ สิ้นปลืองกว่าการติดเครื่องไว้ซะอีก (จริงเท็จแค่ไหนก็ไม่ทราบได้ เพราะผมได้ยินมาแบบนั้น แต่ก็ไม่เคยสืบค้นข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเลย) หลังจากนั้นมาก็ไม่เคยดับเครื่องตอนติดไฟแดงอีกเลย

     แต่พอได้มารู้ว่า ฮอนด้า มีเทคโนโลยีดับเครื่องเองอัตโนมัติภายใน 3 วินาทีที่รถจอดสนิท ผมก็ หือ...มันทำได้จริงเหรอ แล้วตอนสตาร์ทใหม่ มันจะไม่เปลืองน้ำมันกว่าเหรอ

     เท่าที่อ่านบทความในไทยรัฐออนไลน์แล้ว เขาบอกว่า ระบบนี้จะสั่งการให้เครื่องยนต์หยุดทำงานโดยอัตโนมัติ หากรถหยุดนิ่งนานเกินกว่า 3 วินาทีขึ้นไป แล้วก็จะมีสัญญาณไฟกระพริบแจ้งว่า ตอนนี้รถอยู่ในระบบ Standby Indicator และเพียงแค่บิดคันเร่ง เครื่องยนต์ก็จะเดินเครื่องทำงานทันที โดยที่เราไม่ต้องสตาร์ทเครื่องใหม่ (โอ้ววว จริงดิ)

     ระบบนี้เหมาะกับกรุงเทพจริงๆนะครับเนี่ย เพราะรถติดไฟแดงในกรุงเทพนั้น บางแยกนานมาก การดับเครื่องยนต์อาจจะเป็นการประหยัดน้ำมันได้มากกว่าการติดเครื่องไว้แน่นอน แล้วพอประหยัดน้ำมัน ก็ช่วยลดมลพิษในอากาศได้อีกด้วย เรียกได้ว่า ประหยัดน้ำมันให้เรา แล้วยังช่วยลดมลพิษให้โลกอีกด้วย (แจ่มจริงๆ)

     แต่ระบบนี้ผมก็ไม่ทราบนะครับ ว่ามันมีขั้นตอนการทำงานยังไงบ้าง เพราะผมขี้เกียจเจาะลึก (เอาอีกละ โรคขี้เกียจนี่ รักษาไม่หายจริงๆ) ผมรู้แค่ว่า ถ้าทางคนคิดค้นพัฒนาเขาคิดมาดีแล้ว มันก็ต้องดีสิน่า ผมสนับสนุนเต็มที่เลย สำหรับเรื่องเทคโนโลยีที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม แต่...เอาจริงๆนะ ผมว่าหันมาปั่นจักรยานกันดีกว่า ไม่มีมลพิษ แถมได้สุขภาพอีกด้วย (ถ้าเดินทางไกลๆ ก็เผื่อเวลาเดินทางสักสองชั่วโมงนะ แล้วก็อย่าลืมแวะปั๊มน้ำมันอาบน้ำ ก่อนไปทำธุระต่อล่ะ)

     อีกระบบหนึ่งที่ทางไทยรัฐออนไลน์ได้เขียนไว้คือ Combi brake มันคือระบบเบรก แบบกระจายแรงเบรก ระบบเบรกนี้ช่วยให้ระยะในการเบรกสั้นลง เมื่อเทียบกับการเบรกทั่วๆไป

     การเบรกหลังเพียงอย่างเดียว โดยทั่วไปจะไหลไปอีกไกลกว่าจะหยุด บางทีมีแอบปัด แอบสะบัด เวลาเหยียบเบรกกระทันหัน หรือเจอพื้นที่เปียก หรือมีทราย

     การเบรกหน้าเพียงอย่างเดียว โดยทั่วไปก็จะหยุดได้สั้นกว่าเบรกหลังเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าเบรกกระทันหัน หรือแรงๆ ก็อาจจะมีหัวทิ่ม ก้นลอยได้

     ระบบเบรก Combi brake คือ ระบบเบรกที่ใช้เบรกหลังเพียงอย่างเดียว แต่กระบวนการทำงานของระบบนี้ จะถ่ายแรงเบรกไปยังล้อหน้า และล้อหลังพร้อมๆกันอย่างสมดุล ทำให้หยุดรถได้สั้นลง และปลอดภัยมากยิ่งขึ้นด้วย (คิดได้ไงเนี่ย)

     ผมไม่รู้ว่าค่ายอื่นๆจะมีระบบอะไรเด็ดๆอีกรึเปล่านะครับ เพราะผมไม่ค่อยได้ติดตาม แล้วผมก็ไม่ได้ค่าโฆษณาจากฮอนด้าด้วยนะครับ ถ้าผมจะบอกว่า "มาใช้รถมอเตอร์ไซค์ฮอนด้ากันเถอะ"

ตอนที่ 83 (บทความ) _ เอเชียนเกมส์ 2014



เอเชียนเกมส์ 2014

     เอเชียนเกมส์ 2014 หรือ อินชอนเกมส์ ที่เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ก็จบลงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ผมอยากจะบอกว่า ผมไม่ได้ดูถ่ายทอดสดกีฬาอะไรเลยสักรายการเดียว ไม่ใช่ว่าไม่เชียร์นักกีฬาไทยนะครับ แต่เวลาแข่งขันมันดันแข่งตอนเวลาทำงานพอดี เลยไม่ได้ดูถ่ายทอดสดอะไรเลย ได้แตฟังวิทยุรายงานสดทาง FM 99 Sport Radio (ก็ยังดีเนอะ ที่ยังเชียร์ผ่านทางวิทยุ)

     บทสรุปของเจ้าเหรียญทองก็หนีไม่พ้น จีน อีกตามเคย ไม่รู้ว่าเพราะ พี่จีนเขาเก่ง หรือเพราะส่งนักกีฬาลงเยอะครบทุกชนิดกีฬากันแน่ ถึงได้กวาดเหรียญทองไปครองได้เยอะขนาดนั้น ส่วนเกาหลีน่ะเหรอ พยายาม (โกง) สุดความสามารถแล้ว ก็ได้อันดับสองไปครอง

     พูดถึงพี่ไทยของเรากันดีกว่า อินชอนเกมส์ครั้งนี้ คว้ามาได้ 12 ทอง 7 เงิน และ 28 ทองแดง รวมทั้งสิ้น 47 เหรียญ ยึดอันดับ 6 ในตาราง ได้สิทธิไปเตะยูโรป้าลีก (เฮ้ย ไม่ใช่ละ ป้าแกสิ มันใช่ซะที่ไหนล่ะ)

     12 เหรียญทอง มีอะไรบ้าง ผมขอนำมาบอกกล่าวกันอีกครั้งตรงนี้ก็แล้วกันนะครับ

     เหรียญแรก ได้มาจาก โบว์ลิ่ง (ประเภทบุคคลชาย) โดย "โจ้" ญาณพล ลาภอาภารัตน์ โยนตูมๆ เก็บแต้มสูงสุด คว้าแชมป์โลด

     เหรียญที่สอง ได้มาจาก เซปักตะกร้อ (ประเภททีมชุดหญิง) ขึ้นฟาดๆๆ เอาชนะเมียร์มาร์ ไป 2-0 ทีม ยึดเมืองคืน แล้วสร้างแลนด์มาร์กได้สำเร็จ (ไม่ใช่เกมเศรษฐี)

     เหรียญที่สาม ได้มาจาก ทีมกอล์ฟหญิง ประกอบด้วย "นุ๊ก" บุษบากร สุขพัณธ์, "ออม" เบญญาภา นิภัทร์โสภณ และ "กิ๊ฟ" สุภมาส แสงจันทร์ โดยทั้งสามคนช่วยกันตี โฮล อิน วัน ครบทุกหลุม คว้าแชมป์ไปเลยโดยไร้คู่แข่ง (โห ไม่ใช่ละไอ้บ้า มันทำได้ซะที่ไหนล่ะ โฮล อิน วัน ทุกหลุมเนี่ย มันไม่มี๊)

     เหรียญที่สี่ ได้มาจาก เซปักตะกร้อ (ประเภททีมชุดชาย) ขึ้นฟาดๆๆ เอาชนะเกาหลีใต้ ไป 2-0 ทีม ฟาดซะจนหาช่องโกงไม่ได้เลย น่าสงสารเนอะ

     เหรียญที่ห้า ได้มาจาก จักรยานถนน (ประเภทบุคคลหญิง) "บีซ" จุฑาธิป มณีพันธุ์ ปั่นสปีดเร็วกว่านรก พุ่งพรวดเข้าเส้นชัย คว้าแชมป์เลย (จะเอาฮาไปถึงไหน)

     เหรียญที่หก ได้มาจาก เทนนิส (ประเภทหญิงคู่) "แทมมี่" แทมมารีน ธนสุกาญจน์ และ "ลัก" ลักษิกา คำขำ หลังจากแพ้ไปก่อนในเซตแรก ก็ใช้ท่าไม้ตาย "ไทยแลนด์โซน" เอาชนะไต้หวันอีกสองเซตที่เหลือ 2-1 เซต คว้าแชมป์ได้สำเร็จ (A: ไทยแลนด์โซน มันเป็นยังไงวะ B: เอาน่า มันอยู่ที่จินตนาการล้วนๆ A: ไอ้นี่ท่าจะบ้าจริง)

     เหรียญที่เจ็ด ได้มาจาก เรือใบ (ประเภททเวนตี้ไนเนอร์) กีฬาประเภทนี้ไม่คุ้นจริงๆนะครับเนี่ย นพเก้า พูนพัฒน์ และ นิชาภา ไหวไว ช่วยกันคว้าแชมป์มาได้สำเร็จ

     เหรียญที่แปด ได้มาจาก เทควันโด (รุ่น 49 กก.หญิง) "เล็ก" ชนาธิป ซ้อนขำ เตะก้านคอคู่แข่ง สลบกลางอากาศ คว้าแชมป์เลย (เฮ้ย มันใช่ซะที่ไหนล่ะ น้องเขาชนะคะแนนคู่แข่งจากจีน 10-3 คว้าแชมป์ต่างหาก)

     เหรียญที่เก้า ได้มาจาก จักรยาน (BMX หญิง) "อแมนด้า คาร์" นักปั่นสาวไทย เชื้อสายอเมริกัน ปั่นนำม้วนเดียวจบ คว้าแชมป์สวยงาม และตอนนี้เธอกลายเป็นขวัญใจคนใหม่ของกองเชียร์ชาวไทยไปแล้ว ด้วยความที่หน้าตาอเมริกัน แต่พูดอีสานได้คล่องมากๆนั่นเอง

     เหรียญที่สิบ ได้มาจาก เซปักตะกร้อ (ประเภททีมเดี่ยวหญิง) วิสาข์ จันทร์แก่น, มัสยา ดวงศรี และ เฟื่องฟ้า ประพัศรางค์  ระเบิดพลังแปลงร่างเป็นซุปเปอร์ไซย่า (ไม่เชื่อไปดูหัวสิ หัวทองทุกคนเลย) ขึ้นฟาดๆๆ เอาชนะเกาหลีใต้ 2-0 เซต แชมป์โลดดดดด

     เหรียญที่สิบเอ็ด ได้มาจาก เซปักตะกร้อ (ประเภททีมเดี่ยวชาย) พรชัย เค้าแก้ว, สิทธิพงศ์ คำจันทร์ และ ภัทรพงศ์ ยุพดี (ทีมชายไม่แปลงร่างแฮะ) ขึ้นฟาดๆๆ เอาชนะเกาหลีใต้ 2-0 เซต แชมป์ตามคาด ได้ข่าวว่าเกาหลีแอบโกงด้วย แต่ก็สู้ไม่ได้อยู่ดี

     เหรียญที่สิบสอง ได้มาจาก มวยสากลสมัครเล่น (รุ่น 64 กิโลกรัมชาย) เหรียญนี้มีข่าวออกมาว่า ถ้าไม่มีคนใหญ่คนโตระดับประเทศเข้าไปชม เราอาจจะพลาดเหรียญก็ได้ ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่รู้นะครับ ว่าจะมีผลจริงหรือไม่ เพราะจริงๆแล้ว เราก็ชกดีกว่านิดนึง แต่ก็นะ เกาหลีทำอะไรไว้เยอะ ถ้าไม่มีคนใหญ่คนโตเข้าไปชมจริงๆ เราก็อาจจะโดน...อีกก็ได้ "เอ็ม" วุฒิชัย มาสุข ต่อยๆ เตะๆ (เฮ้ย ไม่มีเตะ) เอาชนะเกาหลีใต้ไปได้ 2-1 เสียง คว้าเหรียญทองได้หวุดหวิด

     สำหรับเหรียญเงิน และเหรียญทองแดง ผมไม่ขอเขียนนะครับ ไม่ใช่ว่าไม่ให้ความสำคัญนะครับ แต่ว่ามันยากเกินไปนิดนึง ถ้าใครอยากรู้ว่าเหรียญเงิน และเหรียญทองแดงมีอะไรบ้าง ก็ถามกูเกิลได้เลยนะครับ

     พูดถึงเหรียญทองแดงกันสักเหรียญนะครับ เพราะเป็นเหรียญสำคัญ นั่นก็คือ เหรียญทองแดงจาก วอลเลย์บอลหญิงนั่นเอง เป็นเหรียญประวัติศาสตร์ของวอลเลย์บอล เพราะเป็นเหรียญรางวัลเหรียญแรกในเอเชียนเกมส์ ถึงแม้จะไม่ใช่เหรียญทอง แต่ก็ยิ่งใหญ่มากเลยทีเดียว

     ก่อนจบก็ขอพูดถึงกีฬาในดวงใจของผมสักหน่อย นั่นก็คือ ฟุตบอลนั่นเอง แม้จะเจอเจ้าภาพโกงหลี เอ้ย เกาหลี แสดงอิทธิฤทธิ์ สร้างลูกจุดโทษให้ตัวเอง และปฏิเสธจุดโทษของเรา จนทีมไทยหมดแรงใจที่จะสู้ต่อในนัดนั้น แล้วก็มาจบที่อันดับ 4 แพ้ความเฉียบคมของอิรักในนัดชิงเหรียญทองแดง แต่ฟุตบอลไทยก็เรียกศรัทธากลับคืนมาได้เยอะมาก เพราะเล่นได้ดี มีความขยันไล่บอลมากว่าแต่ก่อน คงต้องขอบคุณ "พี่ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ล่ะครับ ที่ทำได้ดีขนาดนี้ ทำให้ผมเชียร์ฟุตบอลไทยได้สนุกเหมือนเมื่อก่อนอีกครั้ง

     เอาล่ะครับ บทความนี้ยาวมากแล้ว ขอจบแต่เพียงเท่านี้ เจอกันใหม่อีก 4 ปีข้างหน้าที่ กรุงจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซียนะครับ