hostneverdie

weltrade

siamfocus

ตอนที่ 101 (บทความ) _ เริ่มต้นใหม่ กับ นามปากกาใหม่ ต.ต้น


เริ่มต้นใหม่ กับ นามปากกาใหม่ ต.ต้น
25 / 12 / 2557

     ฝ่าฟันมาจนครบ 100 ตอนจนได้สิน่า (แต่ตอนนี้เป็นตอนที่ 101) ถ้าจะย้อนกลับไปดูตอนที่ 1 ที่เริ่มเขียน และเผยแพร่ลงในโลกออนไลน์ก็ตั้งแต่เรื่องสั้นเรื่อง ฝน เมื่อวันที่ 8 กรกฏาคม 2556 (ย้อนกลับไปดูตั้งนาน กว่าจะเจอ) ใช้เวลา 1 ปีกว่าๆก็ครบ 100 ตอนจนได้ จะว่านานก็ไม่นาน จะว่าช้าก็ไม่เชิง ก็คงจะพอดีๆล่ะเนอะ (ปลอบใจตัวเอง เพราะนักเขียนบางท่าน เขียนเดือนละ 1 เรื่องด้วยซ้ำไป แต่นักเขียนบางคนขยันจัด เขียนมันทุกวันเลย อันนั้นกระผมก็ขอยอมแพ้) ก็เพราะเล่นเขียนๆ หยุดๆ ขี้เกียจบ้าง ติดงานบ้าง มันเลยใช้เวลาพอสมควรกว่าจะครบ 100 ตอน

     ใน 100 ตอนที่เผยแพร่ออกไป ส่วนมากก็จะเป็นบทความล่ะครับ เพราะมันเขียนง่ายกว่าเรื่องสั้นเยอะ บทความมันจะเป็นความคิดเห็นส่วนตัว อยากเขียนอะไรก็เขียนลงไปเลย แต่เรื่องสั้นมันต้องใช้จินตนาการให้ครอบคลุม ต้องเล่าให้ผู้อ่านเห็นภาพ ต้องมีเนื้อเรื่องที่น่าติดตาม การเขียนเรื่องสั้นเลยต้องใช้อารมณ์อยากเขียนจริงๆ ถึงจะเขียนออก ไม่งั้นเขียนๆไป จะตายเอากลางเรื่องได้ แล้วที่สำคัญอีกอย่างคือ ต้องใช้เวลาว่างจริงๆในการเขียน เพราะถ้าเขียนๆอยู่ แล้วต้องหยุดกลางคันไปทำอย่างอื่น เรื่องสั้นที่กำลังไหลออกจากสมองก็จะต้องหยุด พอกลับมาเริ่มเขียนต่อ อารมณ์มันจะแปลกๆไปแล้ว (หรือจะเป็นที่ผมคนเดียว)

     แรกเริ่มเดิมทีเลย บทความที่เขียนจะสั้นๆ ประมาณ 300 ตัวอักษร หรือแค่ 1 หน้าสมุดขนาดมาตรฐาน (ไม่เชื่อก็ย้อนไปอ่านบทความตอนแรกๆสิ สั้นมากๆ) ตอนแรกที่เริ่มเขียนบทความมันช่างยากเย็นยิ่งนัก ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรให้มันได้ครบ 1 หน้าดี บางทีเขียนไม่ครบ 1 หน้าก็ช่างมัน เพราะคิดไม่ออกแล้ว แต่ตอนนี้ความสามารถเพิ่มขึ้นครับ (Skill +3 แหม...ทำอย่างกับเล่นเกมเลยนะ)  1 หน้าเริ่มจะรู้สึกว่ามันน้อยไปซะละ อย่างน้อยต้อง 2 หน้าขึ้นไป (มาตรฐานอยู่ที่ 2 หน้า ถึง 3 หน้า สำหรับ Skill +3 ของผมในตอนนี้ แน่ะ ยังจะเล่นอีก)  มากที่สุดที่เคยเขียนบทความคือ 5 หน้า ยาวเกือบๆจะเท่าเรื่องสั้น เพราะเรื่องสั้นต่ำสุดคือ 6 หน้า

     ก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมอยู่ๆถึงเขียนได้เยอะขึ้นขนาดนั้น แต่พอมาคิดๆดูคงเพราะว่า คิดอะไรออกก็เขียนๆลงไปล่ะมั้ง โม้มันเข้าไป มโนมันเข้าไป ชักแม่น้ำทั้งโลก (ทั้งห้ายังน้อยไป) มันเลยเขียนได้ยาวขึ้น แต่สาระน้อยลง ที่เหลือน้ำล้วนๆ เนื้อแทบไม่มี แต่ก็นะ...เขียนยาวแต่เฮฮา ก็คงจะดีกว่าเขียนสั้นๆแล้วจริงจังจนกลายเป็นน่าเบื่อล่ะเนอะ (ว่าแต่คนไทย อ่านหนังสือเกิน 7 บรรทัดรึยัง)

     บทความที่เขียนก็จะเกาะกระแสบ้างเป็นบางครั้ง แต่ส่วนมากผมจะไม่เขียนเกาะกระแส เพราะมันเขียนยาก กระแสวันนี้เป็นแบบนี้ พอเราเกาะกระแสเขียนบทความไป สักพักหนึ่งไม่เกิน 1 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน เอ้า เรื่องที่เราเขียนไปมันผิดนี่หว่า เพราะเรื่องที่เราเกาะกระแสตอนนั้นมันกลับกลายเป็นอีกอย่างไปซะงั้น ถ้ามีคนมาเปิดเจอบทความเก่าของเราเข้า มันก็จะเสียหายมิใช่น้อย เพราะแบบนี้แหละครับ ผมถึงไม่ค่อยเขียนบทความเกาะกระแสสักเท่าไหร่ เนื้อหาบทความส่วนมากก็เลยจะเป็นแบบคิดได้ อยากเขียนก็เขียนเลย หรือหยิบเอาเรื่องราวที่เจอในชีวิตประจำวันมาเล่าสู่กันฟังซะเป็นส่วนใหญ่ (หรือมโนเยอะๆนั่นแหละ)

     ทางด้านเรื่องสั้น ผมชอบเขียนนะครับ ผมจินตนาการได้เยอะ แต่เขียนออกมายังไม่เก่ง (สังเกตได้จากเรื่องสั้นที่ส่งให้ทางขายหัวเราะพิจารณาสิครับ ผ่านแค่ 3 เรื่องเอง) เดินไปไหนมาไหน เห็นอะไรน่าสนใจก็คิด และจินตนาการเป็นเรื่องราวได้ หรือบางทีฟังเพลง ผมก็จะจับเอาท่อนเนื้อเพลงที่มันโดนๆ มาจินตนาการเป็นเรื่องราวได้ แต่ข้อเสียของเรื่องสั้นคือ มันต้องเขียนถึง 6 หน้าขึ้นไปแน่ะ ซึ่งมันยาวพอสมควรจนเรื่องราวที่ผมคิดไว้มันยาวไม่พอ ทีนี้พอมันยาวไม่พอ ผมก็ต้องยืดเนื้อเรื่อง พอยืดก็ได้เรื่องเลย เพราะเนื้อเรื่องมันก็เพี้ยนไปจากที่จินตนาการไว้เลย จนสุดท้ายจบไม่ลง หรือจบไม่สวย บางทีต้องยกเลิกเรื่องสั้นเรื่องนั้นไปเลยก็มี

     แต่ก็มีบางทีที่คิดเนื้อเรื่องไว้ยาวเกินไปเหมือนกัน เขียนไปได้สัก 5 หน้า รู้สึกได้เลยว่า 6-7 หน้าจบไม่ลงแน่ๆ มันต้องเกินไป 8-9 หน้าโน้นถึงจะจบ ผมก็เลยต้องตัดเนื้อเรื่อง ปรับแต่งเนื้อใหม่ให้มันจบใน 6-7 หน้าให้ได้ พอปรับแต่งเนื้อเรื่องใหม่ก็ได้เรื่องเลย มันจบไม่สวยน่ะสิครับ มันจะจบแบบ...อะไรของมึงวะ จบเฉยเลย อะไรงี้ (ลองหาดูเถอะครับ เรื่องสั้นที่จบแบบแปลกๆจะมีอยู่ประมาณ 3 เรื่อง)

     เอาล่ะ จบเรื่องบทความ และเรื่องสั้นไว้แต่เพียงเท่านี้จะดีกว่า มาพูดกันถึงเรื่อง ความเปลี่ยนแปลงของบล็อคที่จะเกิดขึ้นดีกว่า

     อย่างแรกเลยที่ทุกคนคงได้รับรู้กันอยู่แล้วนั่นก็คือ url ของบล็อคนั่นเอง จาก boxsixsided เปลี่ยนมาเป็น gototon เวลาพิมพ์ url ก็น่าจะง่ายขึ้น จำก็ง่ายขึ้นด้วยนะครับ จริงๆแล้วไม่ได้อยากใช้ url นี้หรอกนะครับ เพียงแต่ว่าลองค้นหา url สวยๆที่อยากใช้แล้ว มันไม่ว่างน่ะสิครับ iamton นี่ อยากใช้มากๆ แต่ดันมีคนสอยไปแล้ว ผมก็เลยอดดิ แล้วพอค้นไปค้นมา อันนี้ อันนั้น อันไหนก็ไม่ว่าง จนมาลงตัวที่ url นี้แหละครับ

     อย่างที่สอง คือ นามปากกา จาก กล่องหกด้าน ก็เปลี่ยนมาเป็น ต.ต้น สั้นๆ แต่ได้ใจความ (ใจความตรงไหน) อย่างที่เคยอธิบายไปนะครับว่าทำไมถึงอยากจะเปลี่ยน แต่ขออธิบายอีกที เผื่อบางคนยังไม่รู้ ที่อยากจะเปลี่ยนก็เพราะว่า กล่องหกด้าน มันฟังดูตันๆ เหมือนมันยังอึดอัดๆน่ะครับ เลยใช้ชื่อตัวเอง ต.ต้น เลยจะดีกว่า มันดูแล้วปลดปล่อยความเป็นตัวตนได้มากกว่ากล่องเยอะ...แค่นี้แหละ

     อย่างที่สาม คือ ชื่อบทความ และเรื่องสั้น ผมจะไม่ทำรูปมาแปะเหมือน 100 ตอนที่ผ่านมาแล้วนะครับ เพราะมันต้องใช้โปรแกรมในการแต่งรูป แล้วบางทีมันไม่สะดวก ผมเลยใช้วิธีเขียนชื่อบทความ และเรื่องสั้นไปอย่างเดียวเพียวๆเลยจะดีกว่า ง่ายกว่าเยอะ (จริงๆทุกวันนี้ แค่เอารูปชื่อบทความ และเรื่องสั้นออก มันก็จบแล้วนะ ... แล้วจะเขียนบอกทำไมล่ะเนี่ย) แต่บางทีอาจจะหารูปที่มันเกี่ยวของกับบทความมาแปะ เพื่อให้ดูสวยงาม และน่าสนใจก็ได้

     อย่างที่สี่ คือ บทความ อาจจะเขียนให้สั้นลง ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ขี้เกียจล้วนๆเลย (ประจานตัวเองเข้าไปอีก) 

     อย่างที่ห้า คือ เรื่องสั้น อาจจะไม่สั้น เพราะผมคิดว่าจะไม่ส่งเรื่องสั้นให้ทางขายหัวเราะพิจารณาทุกเรื่องเหมือนที่ผ่านมา เรื่องสั้นที่มันยาวทะลุ 9-10 หน้า ผมก็จะปล่อยมันยาวไปเลย ไม่ตัดเนื้อเรื่อง พิมพ์เสร็จก็โพสลงบล็อคให้ได้อ่านกันอย่างเดียวพอ หรือเรื่องสั้นที่ยาวไม่ถึง 6 หน้า ผมก็จะไม่ยืดเนื้อเรื่องให้มันจบไม่สวย จบแค่ไหนเอาแค่นั้น โพสให้ได้อ่านกันเลย

     คววามเปลี่ยนแปลงก็คงจะมีเพียงเท่านี้แหละครับ ถ้ามีความเปลี่ยนแปลงอีก ผมจะ...แอบๆเปลี่ยนไม่ให้ใครรู้

ตอนที่ 100 (บทความ) _ เมื่อมีหน้าบ้าน...ก็ต้องมีหลังบ้าน (ภาค 4)



เมื่อมีหน้าบ้าน...ก็ต้องมีหลังบ้าน (ภาค 4)

     มาถึงภาคสุดท้ายที่เป็นภาคที่ผมคิดว่า มันน่าจะเขียนยากที่สุด เพราะคำว่า ไลฟ์สไตล์มันค่อนข้างจะกว้างมาก จนผมไม่รู้จะเขียนยังไงดี แต่ถึงยังไงมันก็ต้องเขียนล่ะครับ สั้นๆก็ยังดี เอาเป็นว่าผมขอแยกไลฟ์สไตล์ออกเป็น 2 ส่วนก็แล้วกันนะครับ ส่วนแรกคือ สิ่งที่มองไม่เห็น หรือจิตใจ และความคิด ส่วนที่สองคือ สิ่งที่มองเห็น หรือภาพลักษณ์ และการกระทำก็แล้วกันนะครับ

     มาเริ่มกันเลยกับส่วนแรก จิตใจ และความคิดภายใน แน่นอนว่าผมต้องจิตใจดี ถ้าไม่ดีป่านนี้ติดคุกไปแล้ว (คดีขโมยขนมจีน กับขวดน้ำปลา) ผมค่อนข้างจะมองโลกในแง่ดีครับ ไม่ว่าเรื่องนั้นมันจะร้ายยังไง ก็จะพยายามมองในแง่ดีไว้ก่อน เพราะการมองโลกในแง่ดี มันช่วยในเรื่องสภาพจิตใจอย่างมากเลยครับ มันทำให้จิตใจเบิกบานสดใส ยิ้มสู้ได้กับทุกปัญหา แต่มันก็ต้องมีบ้างบางเรื่องล่ะครับ ที่ทำให้ต้องมองโลกในแง่ร้าย จนทำให้จิตใจห่อเหี่ยว (ผมก็คนเนอะ มีรัก โลภ โกรธ หลงเป็นธรรมดา มีกิเลสอยู่ในตัวก็ไม่น้อย)

     ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเองนะครับ เรื่องอะไรที่ต้องทำหลายๆคนตามที่สาธารณะ ผมมักจะให้คนอื่นทำก่อน ได้ก่อน เช่น ต่อแถวกินข้าว ถ้าเดินมาพร้อมๆกัน ผมก็จะให้คนที่เดินมาพร้อมกัน ยืนหน้าผมเลย หรือไปซื้อของสักชิ้น แล้วมันเหลือชิ้นเดียว ถึงผมจะไปถึงของชิ้นนั้นก่อน แต่ผมก็ยอมสละของชิ้นนั้นให้คนอื่นที่มาทีหลังได้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เห็นแก่ตัวเลยนะครับ เรื่องเห็นแก่ตัวผมก็มี แต่ผมไม่บอกหรอก (ถ้าอยากให้บอก ก็อมลูกปลาวาฬมาขอร้องสิ)

     เรื่องความประหยัดเข้าขั้นงก ผมก็ไม่น้อยหน้าใครนะครับ ผมได้นิสัยนี้มาจากทางแม่แน่นอนครับ เพราะผมมองไม่เห็นความประหยัดจากทางพ่อเลย (แอบนินทาพ่อ จะบาปมั้ยล่ะเนี่ย) ผมสามารถอยู่ได้ทั้งเดือนด้วยเงินเพียง 2,400 บาท (นับเฉพาะค่ากินเท่านั้นนะครับ) โดยกินเพียงวันละ 80 บาทนั่นเอง เช้า-เที่ยง มื้อละ 30 บาท ส่วนมื้อเย็นก็ 20 บาท แน่ะ ทำหน้าไม่เชื่อล่ะสิ ผมจะบอกว่าผมทำมาแล้วนะครับ แล้วที่ต้องประหยัด หรืองกขนาดนั้นก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ เพราะหนี้สินมันเยอะเกิน เยอะจนต้องกินแบบนั้นแหละ (หนี้สินแทบจะทั้งหมด ส่วนมากมาจากพ่อครับ แล้วก็มาจากความผิดพลาดทางด้านธุรกิจของผมกับน้องด้วย แต่ก็อย่างว่าล่ะเนอะ พ่อขอก็ต้องให้ล่ะครับ ถึงไม่มีก็ต้องหาให้ ก็พ่อนี่หน่า ไม่ใช่ใครอื่นไกลที่ไหน)

     อะไรอีกดีล่ะ ไลฟ์สไตล์ภายในเนี่ย บอกแล้วว่าเขียนยาก อืม...เอาเป็นสรุปแบบหัวข้อสั้นๆละกันเนอะ ผมเนี่ยเคยมีคนเรียกว่า เจ้าชู้ ปลิ้นปล้อน กะล่อน ตอแหล แล้วหลังๆมามีเพิ่มมาอีก 3 อย่างคือ หื่น โรคจิต บ้ากาม ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่ามันมาได้ยังไง มาจากไหน ทั้งๆที่ผมออกจะเป็นคนดี (หรือเราจะมองตัวเองผิดไป)

     ผมเป็นคนใจเย็น โกรธยากหายง่าย เป็นคนสบายๆกับความคิดเห็นของคนอื่น (จริงๆใช้คำว่า ช่างมัน เพื่อให้สบายๆ ผ่านๆไป) พอละ คิดไม่ออก ไม่รู้จะเขียนอะไร ไปเขียนไลฟ์สไตล์ภายนอกดีกว่า

     ไลฟ์สไตล์ด้านภาพลักษณ์ และการกระทำก็ไม่ได้เขียนง่ายเลย เขียนยากพอๆกัน ผมขอเริ่มง่ายๆที่การแต่งตัวก่อนก็แล้วกัน การแต่งตัวของผมก็ง่ายมากๆ เสื้อผ้าอะไรที่ใส่ได้โดยไม่ต้องรีดนั่นแหละครับ แนวของผมล่ะ เสื้อยืด เกงขาสั้น เกงยีนส์ รองเท้าแตะ นี่แหละแนวของผมเลย พวกเสื้อเชิ้ต เสื้อสูท กางเกงสแลค หรือที่มันดูไฮโซๆ ต้องรีดทุกครั้งก่อนจะใส่ ไปไกลๆผมเลย

     ผมจะไม่ค่อยใส่ใจในการบำรุง หรือดูแลผิวหน้า ผิวกายสักเท่าไหร่ ล้างหน้าด้วยโฟมอยู่นะ แต่ก็ไม่ได้ทาครีมบำรุงอะไรหลังจากนั้นเลย ผิวกายก็เหมือนกัน ถ้าไม่ใช่หน้าหนาว อย่าหวังว่าผมจะทาโลชั่น น้ำหอมนี่ก็ไม่เคยฉีดหรอก ตกเย็นทีไร กลิ่นเต่าแรงทุกที (โรลออนมันละลายหายไปไหนก็ไม่รู้มัน)

     เป็นคนที่ค่อนข้างจะเรียบร้อย จัดของค่อนข้างจะเป็นระเบียบ แต่เป็นคนที่ไม่ค่อยสะอาด ห้องจะมีระเบียบมาก อะไรอยู่ตรงไหนจะหาเจอได้ง่ายๆ แต่ฝุ่นก็จะเยอะมากเหมือนกัน

     ไม่ค่อยเรื่องมากเรื่องการกิน เป็นคนกินง่าย อยู่ง่าย มีอะไรก็กินได้ ถ้ามาถามผมว่า ของที่กินอยู่เนี่ย อร่อยมั้ย ผมจะตอบไม่ได้ เพราะของที่ผมกินถึงมันจะจืดชืด ไม่ปรุงรสเข้มๆ แต่ผมก็กินได้ เลยไม่สามารถบอกคนอื่นได้ว่า ของที่กินอยู่เนี่ยมันอร่อยมั้ย แต่จะมีข้อยกเว้นอยู่ว่า ถ้าของที่กินอยู่เนี่ย มันไม่อร่อย หรือกินไม่ไหวจริงๆ นั่นแหละผมถึงจะบอกได้ว่า มันไม่อร่อย อย่าไปเสี่ยงกินเลย

     ไม่ชอบงานสังคม เพราะไม่ชอบแต่งตัว เลยพาลไม่ชอบงานสังคมไปด้วย งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ งานวันเกิด งานบลาๆๆๆ ล้วนแต่ต้องแต่งตัวให้ดี แล้วผมไม่ค่อยมีหรอกนะชุดดีๆ ไว้ใส่ไปงาน เลยไม่ชอบงานสังคมมันซะเลย

     เฮ้อ บอกแล้วว่าภาคไลฟ์สไตล์มันเขียนยาก ไม่รู้จะเขียนอะไรแล้วเนี่ย งั้นขอสรุปเลยละกัน...

     ผมเนี่ย เป็นคนใจเย็น โกรธยากหายง่าย ชอบอยู่คนเดียว อารมณ์ดียิ้มง่าย แต่ไม่ใช่คนตลกนะ ชอบปิดทองหลังพระ กินง่ายอยู่ง่าย มีระเบียบแต่สกปรก พูดน้อยชอบฟังเป็นส่วนใหญ่ ไม่ชอบแต่งตัว ปากหมาใจดี อืม...คิดไม่ออกละ พอละ จบดีกว่า 

ตอนที่ 99 (เรื่องสั้น) _ อิ่มสุข



อิ่มสุข

     (กรุณาเปิดระบบเสียง Soundtrack ภาษาเหนือ ก่อนทำการอ่าน หรือท่านอาจจะใช้วิธีอ่านซับไตเติ้ล ประกอบการอ่านในเนื้อหาเรื่องสั้นก็ได้ ในกรณีที่ท่าน ยังไม่ได้ติดตั้งระบบเสียง Soundtrack ภาษาเหนือ)

     วันที่ 9 ธันวาคม 2548 (สมัยที่โทรศัพท์มือถือกำลังเริ่มพัฒนาเข้ามาแทนที่โทรศัพท์บ้าน)

     "ตรู๊ดๆๆ ตรู๊ดๆๆ ตรู๊ดๆๆ ... " เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้นอยู่เป็นเวลานานกว่า 20 วินาที ก่อนที่จะมีใครสักคนมายกหูโทรศัพท์ขึ้นรับสาย

     "โหล..." เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นที่ปลายสาย เป็นเสียงที่เหมือนคนเดินมารับโทรศัพท์ด้วยความเร่งรีบ กลัวว่าต้นสายจะวางไปก่อน

     "สุขสันต์วันเกิดนะครับยาย อยู่กับลูก กับหลานไปแห๋มเมินๆเลยเน้อ" (แห๋มเมินๆ = อีกนานๆ) ผมโทรไปอวยพรวันเกิดให้ยายครับ ชีวิตผมก่อนหน้าที่จะมีแฟน ผมก็มีผู้หญิงที่ผมรักมากๆอยู่สองคนก็คือ แม่ และยายนี่แหละครับ ตอนนี้ผมเข้ามาทำงานที่กรุงเทพ เลยไปเลี้ยงวันเกิดให้ยายแบบทุกปีเหมือนตอนที่อยู่เชียงใหม่ไม่ได้ ที่ทำได้ก็แค่โทรไปอวยพรนี่แหละครับ

     "โค๊ะ...ก่อว่าไผ๋ อ้ายต้นกะ ขอบใจ๋จ้าดนักเน้ออ้าย แม่ก่อขอหื้อลูกมีความสุขนักๆเน้อครับ" (โห...ก็นึกว่าใคร พี่ต้นเหรอ ขอบใจมากๆนะ ยายก็ขอให้หลานมีความสุขมากๆนะครับ) เวลายายคุยกับผม ยายจะเรียกผมว่า อ้าย ซึ่งความหมายก็คือ พี่ แล้วผมก็เป็นพี่คนโตของหลานๆของยาย แล้วยายก็จะแทนตัวเองว่า แม่ เพราะยายเลี้ยงหลานๆมาแทบทุกคน เลยเปรียบเสมือนแม่อีกคนหนึ่งนั่นเอง ซึ่งผมเชื่อว่า คนต่างจังหวัดคงจะเป็นแบบนี้กันเยอะพอสมควรเลย

     "ครับ แม่ยะหยังอยู่นั่น" (ยะหยังอยู่ = ทำอะไรอยู่) ผมขอบคุณที่ยายอวยพรกลับมา แล้วก็ถามว่ายายทำอะไรอยู่

     "กิ๋นข้าวอยู่ครับ อ้ายกิ๋นละยัง" (กินข้าวอยู่ครับ พี่กินหรือยัง) ทุกครั้งที่ถามอะไรยายออกไป ยายก็มักจะถามคำถามที่ผมถามยาย ย้อนกลับมาเสมอ

     "ยังเลย โทรหาแม่ก่อนเนี่ยกะ เดียวก้อยกิ๋น" (เดียวก้อยกิ๋น = เดี๋ยวค่อยกิน)

     "มีอะหยังกิ๋นพ่องน่ะ ตี้นี้มีนักขนาดเลย น้องต่อ (หลานสาวยายชื่อ ต่อ) ไปซื้อมา บอกว่าฉลองวันเกิดหื้ออีแม่" (มีอะไรกินบ้างน่ะ ที่นี่มีเยอะมากเลย น้องต่อไปซื้อมา บอกว่าฉลองวันเกิดให้ยาย) เสียงยายฟังดูตื่นเต้นมาก ที่นานๆที หลานสาวจะซื้อของมาให้เลือกกินหลายอย่าง

     "มีข้าวต้มกิ๋นนิ อย่างเดียวก่อปอละ แม่กิ๋นข้าวอิ่มละยังนั่น" (มีข้าวต้มกิน อย่างเดียวก็พอละ ยายกินข้าวอิ่มรึยัง) ผมตอบยายว่ามีอะไรกินบ้าง แล้วก็ถามยายกลับ เพราะไม่รู้ว่ายายกินข้าวอิ่มหรือยัง

     "จะอิ่มละครับ ปี๋นี้อ้ายจะปิ๊กมาวันใด กิ๋นหมูกระทะกั๋นเหมือนกู้เตื้อน่ะเนอะ ง่ายดี รออ้ายปิ๊กมาก่อน ก้อยไปเซาะซื้อคัว" (จะอิ่มละครับ ปีนี้พี่จะกลับมาวันไหน กินหมูกระทะกันเหมือนทุกทีแหละเนอะ ง่ายดี รอพี่กลับมาก่อน ค่อยไปหาซื้อของ) ทุกปีที่ผมกลับไปเยี่ยมบ้านช่วงปีใหม่ ผมต้องไปกินเลี้ยงปีใหม่ที่บ้านยายเป็นประจำ แล้วเมนูยอดนิยมก็หนีไม่พ้นหมูกระทะนั่นเอง

     "ปิ๊กซาวหกเมื่อคืน ไปถึงก่อเจ๊าซาวเจ็ดเมื่อเจ๊าแหละ" (กลับยี่สิบหกกลางคืน ไปถึงก็เช้ายี่สิบเจ็ดตอนเช้าแหละ) ผมบอกยายไป ว่าเดินทางกลับวันไหน

     ผมคุยกับยายอีกสักพักก็วางสาย แล้วก็มานั่งคิดถึงอนาคตว่าปีใหม่เราจะไปไหน ทำอะไรบ้างดี เพราะปีหนึ่งก็ได้หยุดยาวกลับบ้านแค่ 2 ครั้งเอง คือ ช่วงสงกรานต์ และปีใหม่ กลับไปครั้งหนึ่งระยะเวลาแค่ไม่กี่วัน ต้องวางแผนดีๆ ใช้เวลาให้คุ้มค่า ขืนพลาดอะไรไป ต้องรอกลับบ้านครั้งหน้าเลยทีเดียว กว่าจะได้ทำสิ่งที่พลาดไป

     ผมค่อนข้างจะสนิทกับยายมากกว่าพ่อและแม่ของผมเอง อาจจะเป็นเพราะว่า ยายตามใจล่ะมั้งครับ ไปบ้านยายทีไรก็ไปกิน ไปนอนเล่น ดูทีวี ไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องกลัวโดนบ่น หรือโดนใช้งานอะไร ผมคิดว่าหลายๆคนก็น่าจะเป็นแบบผมนะครับ ที่จะสนิทกับ ปู่ย่า ตายาย มากกว่าพ่อแม่

     วันที่ 26 ธันวาคม 2548

     "ติดๆๆ โอ้ย...รถติด จะติดอะไรนักหนา จะไปทันรึเปล่าล่ะเนี่ย" ผมบ่นกับตัวเองบนรถแท็กซี่ที่กำลังเดินทางไปที่หมอชิต เพื่อขึ้นรถทัวร์กลับบ้านที่เชียงใหม่ ผมคิดว่าวันนี้หลายคนก็คงบ่นแบบผมนี่แหละครับ เพราะช่วงเวลาหลังเลิกงาน คือช่วงเวลาที่หลายๆคน เร่งรีบเดินทางไปขึ้นรถทัวร์ หรือเดินทางด้วยวิธีอื่นๆ เพื่อกลับบ้านในช่วงสิ้นปีแบบนี้

     "ขึ้นรถละเน้อ เดียววันพูกไปถึงจะโทรหา เปิดโทรศัพท์ไว้นะ ห้ามปิด" (เดียววันพูก = เดี๋ยวพรุ่งนี้) ผมโทรคุยกับน้องชาย เพื่อบอกว่าขึ้นรถแล้วนะ แล้วพรุ่งนี้ไปถึงจะโทรหาให้มารับด้วย

     วันที่ 27 ธันวาคม 2548

     "ตื่นๆๆ ใกล้ถึงละ เดียวไปรอตี้เก่า หน้าป้าย" (เดียวไปรอตี้เก่า = เดี๋ยวไปรอที่เดิม) ผมเดินทางถึงเชียงใหม่ประมาณหกโมงเช้า อากาศที่เชียงใหม่หนาวกว่าที่กรุงเทพมาก กลับมาปีใหม่แต่ละที ปรับตัวแทบจะไม่ทัน

     พอมาถึงเชียงใหม่ ผมก็ยืนรอน้องชายอยู่ที่หน้าป้ายสถานีขนส่ง โดยที่ต้องพยายามยืนตากแดดไปด้วย เพราะถ้าไม่โดนแดดเลย มันจะหนาวเอาเรื่องเลยทีเดียว ผมยืมรออยู่ประมาณ 15 นาที น้องชายก็ขับมอเตอร์ไซค์ฝ่าความหนาวตอนเช้ามารับผม

     "ไปไหนก่อน บ้านกะว่าบ้านยาย" (บ้านกะว่าบ้านยาย = บ้านหรือว่าบ้านยาย) เป็นคำถามแรกที่น้องชายต้องถามผมแทบทุกครั้งที่ผมกลับมาที่เชียงใหม่

     "ไปบ้านก่อนกะ บ้านยายก้อยไปบึ๊ดเมื่อแลงเอา ไปกิ๋นหมูกระทะลวดเดียวเลย" (ไปบ้านก่อนสิ บ้านยายค่อยไปตอนเย็น ไปกินหมูกระทะทีเดียวเลย) ผมขอเข้าบ้านก่อน เพื่อเอาของไปเก็บ และไปพักผ่อน เจอพ่อกับแม่ก่อน

     ผมซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ที่น้องชายเป็นคนขับกลับบ้าน ซึ่งจริงๆแล้วรถมอเตอร์ไซค์คันที่ผมนั่งอยู่นี่ เป็นมอเตอร์ไซค์ของผมนั่นแหละครับ เพียงแต่ว่าพอผมต้องไปทำงานที่กรุงเทพ รถคันนี้ก็ตกเป็นของน้องชายโดยอัตโนมัติ เออ...จริงๆไม่ใช่อะไรหรอกครับ พอดีที่บ้านไม่มีเงินซื้อรถใหม่ เลยยกคันของผมให้น้องนั่นแหละ ง่าย และประหยัดงบ

     "มีอะหยังกิ๋งพ่อง" (มีอะไรกินบ้าง) ผมกลับมาถึงบ้านก็ไหว้พ่อ ไหว้แม่ แล้วก็เข้าห้องของตัวเอง (ห้องนอนของผมกับน้องชาย) เก็บของ อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนที่จะลงไปที่ห้องครัว เพื่อหาข้าวเช้ากิน

     "เจ๊านี้กิ๋นจิ้นหมูทอด กับของตะวาไปก่อน เดียวเมื่อตอนแป๋งขนมเส้นน้ำเงี้ยว" (เช้านี้กินเนื้อหมูทอด กับของเมื่อวานไปก่อน เดี๋ยวตอนเที่ยงทำขนมจีนน้ำเงี้ยว) พ่อตอบผม ในขณะที่กำลังอุ่นอาหารมื้อเย็นของเมื่อวานอยู่ที่เตาแก๊ส

     ผมนั่งกินข้าวเช้าพร้อมพ่อ และน้องชาย บรรยากาศในวงอาหารเช้านี้ทำให้ผมคิดถึงอดีตเมื่อตอนอยู่บ้าน เรียนอยู่ที่เชียงใหม่ จริงๆบรรยากาศแบบนี้ก็เกิดขึ้นทุกครั้งที่ผมกลับมาบ้านแหละครับ แต่ทุกครั้งที่กินข้าวกันแบบนี้ มันก็อดคิดถึงไม่ได้จริงๆ

     "แลงนี้ กิ๋นข้าวตี้ไหน บ้านกะว่าบ้านยาย" (เย็นนี้ กินข้าวที่ไหน บ้านหรือว่าบ้านยาย) พ่อผมถามขึ้น หลังจากที่กินข้าวเช้ากันเสร็จแล้ว

     "แลงนี้ ไปกิ๋นบ้านยายก่อน นัดกั๋นแป๋งหมูกระทะละ ไว้วันพูกก้อยกิ๋นตี้บ้าน วันพูกขอลาบเน้อ ไปอยู่กรุงเทพมันบ่ามีหื้อกิ๋น" (เย็นนี้ ไปกินบ้านยายก่อน นัดกันทำหมูกระทะละ ไว้พรุ่งนี้ค่อยกินที่บ้าน พรุ่งนี้ขอลาบนะ ไปอยู่กรุงเทพมันไม่มีให้กิน) ผมบอกกับพ่อไปด้วย เก็บโต๊ะอาหารไปด้วย

     หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ผมก็พักผ่อนอยู่ที่บ้านทั้งวัน ส่วนมากก็จะอยู่ในห้องนอนกับน้องชาย เพราะในห้องนอน มีทุกอย่างครบ ทั้งทีวี หนังสือ เครื่องเล่นเกม รวมไปถึงคอมพิวเตอร์ เรียกได้ว่า อยู่ในห้องนอนก็เหมือนอยู่หอพักดีๆนี่เอง เพราะมีครบแทบจะทุกอย่างแล้ว จะขาดก็แค่ห้องน้ำ กับอาหาร ที่ต้องออกไปจัดการข้างนอกห้องนอน

     บ่ายสามโมง ผมกับน้องชายก็ออกจากบ้านด้วยรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งเพื่อไปบ้านยาย ระหว่างการเดินทางอากาศก็เริ่มเย็นลงแล้ว ถ้าอยู่ในบ้าน หรืออยู่นิ่งๆอาจจะไม่รู้สึก แต่พอขับมอเตอร์ไซค์เท่านั่นแหละครับ เย็นจนต้องใส่เสื้อกันหนาวกันเลยทีเดียว

     "โห มาละฮั่น อ้ายต้นมาละ" (โห มาแล้วนั่น พี่ต้นมาละ) ยายบอกกับคนในบ้าน เมื่อเห็นผมกับน้องชายมาถึง

     ผมไหว้ตากับยาย และคนในบ้าน ซึ่งก็คือ น้าสาว และน้าเขย ที่บ้านนี้จะเหลือเพียงลูกสาวคนเล็กของยาย ที่อยู่ดูแลยาย ส่วนลูกของยายอีกสองคน ก็อยู่ใกล้ๆบ้านยายนี่แหละครับ ซึ่งลูกของยายก็แม่ผมคนหนึ่งล่ะ ที่บ้านยังมีลูกสาวของน้าอยู่ด้วยอีกคน ทำให้บ้านยายอยู่กันทั้งหมด 5 คน

     "เตรียมเต๋า เตรียมถ่าน เตรียมถาดไว้หื้อละ ตี้เหลือเป๋นหน้าตี้สูเขา ไปซื้อคัวมาแป๋งกิ๋น" (เตรียมเตา เตรียมถ่าน เตรียมถาดไว้ให้ละ ที่เหลือเป็นหน้าที่พวกเธอ ไปซื้อของมาทำกิน) น้าสาว บอกกับผมและน้องชาย ว่าเตรียมของไว้ให้หมดแล้ว ขาดแค่ของกิน ให้ไปซื้อกันเอาเอง

     "ปะ อั้นก่อไปกาดละกะ วันนี้สีท่าคนจะแป๋งหมูกระทะกิ๋นกั๋นนัก ไปจ๊าเดียวบ่ามีอะหยังมาแป๋งกิ๋น" (ปะ งั้นก็ไปตลอดแล้วสิ วันนี้ท่าทางคนจะทำหมูกระทะกินกันเยอะ ไปช้าเดี๋ยวไม่มีอะไรมาทำกิน) ผมชวนน้องชาย และหลานสาวไปตลาด เพื่อไปหาซื้อของมาทำหมูกระทะ

     หลังจากที่ได้ของมาครบตามความต้องการ ก็จัดการช่วยกันเตรียมของ จนถึงเวลาหกโมงเย็น ก็เริ่มทำหมูกระทะกินกัน เพราะถ้าช้ากว่านี้ กลัวว่าอากาศจะเย็นจนเกินไป เดี๋ยวหมูกระทะไม่อร่อย พวกเรานั่งกินกันไป คุยกันไป มีความสุขตามประสา ตายาย และหลานๆ กินกันจนอิ่มก็แยกย้ายไปนั่งย่อยกันคนละมุม เล่นคอมฯบ้าง ดูทีวีบ้าง แต่บรรยากาศก็ยังคงอบอุ่น

     "กั๊ดต๊องขนาด เมินๆได้กิ๋มอิ่มจ๋นกั๊ดต๊อง ลุกบ่าไหวละเนี้ย" (แน่นท้องมากๆ นานๆได้กินอิ่มจนแน่นท้อง ลุกไม่ไหวละเนี้ย) ผมนั่งอยู่ข้างเตาหมูกระทะ บอกกับทุกคนในบ้านว่าอิ่มจนลุกไปไหนไม่ได้ เพราะแน่นท้องมาก

     ผมยังคงลุกไม่ไหว ต้องนั่งคุยกับคนในบ้านจนเกือบ 20 นาที ถึงจะลุกได้ พอลุกได้ก็เก็บเตา เก็บของ แล้วก็ชวนน้องชายไปถนนคนเดิน แหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของเชียงใหม่ ซึ่งผมกลับมาบ้านทุกครั้ง ผมก็ต้องไปทุกครั้ง แล้วทุกครั้งที่ไปเดิน ก็ไม่เคยได้อะไรกลับมาเลย อืม...ก็ไม่รู้จะไปทำไม แต่ก็ต้องไป

     ถนนคนเดิน และครูบาศรีวิชัย คือสองสถานที่ ที่ผมต้องไปเมื่อกลับบ้านทุกครั้ง ถนนคนเดิน ไปเดินเที่ยว ส่วนครูบาศรีวิชัย ก็ต้องไปกราบไหว้ เพื่อเป็นศิริมงคลกับชีวิต

     ลาบ ส้า ขนมจีนน้ำเงี้ยว แกงไก่ ยำหนัง เมนูหลักๆของผมที่เมื่อกลับมาบ้านเมื่อไหร่ ต้องหากินให้ครบ เพราะอยู่กรุงเทพหากินไม่ได้ หรือถ้าหาได้ ก็เดินทางลำบากเหลือเกินกว่าจะได้กิน

     วันที่ 31 ธันวาคม 2548

     "ปิ๊กละครับ สงกรานต์มาใหม่ ถ้าบ่าได้มา ก่อสิ้นปี๋ปู้นเน้อ" (กลับละครับ สงกรานต์มาใหม่ ถ้าไม่ได้มา ก็สิ้นปีนู้นเน้อ) เวลาประมาณสองทุ่มของวันสุดท้ายที่อยู่ที่เชียงใหม่ ผมยกมือไหว้ตากับยาย เพื่อจะต้องกลับไปทำงานที่กรุงเทพในวันพรุ่งนี้ ใจจริงอยากจะอยู่นับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่ที่นี่กับตายายอยู่เหมือนกัน แต่มันก็ดึกเกินไปสำหรับผู้สูงอายุ ผมเลยลากลับไปนับถอยหลังที่บ้านแทน

     "โจ้กดีเน้ออ้าย ไว้ปิ๊กมาแอ่วแห๋มใหม่ สงกรานต์มาบ่าได้ก่อบ่าเป๋นหยัง มาก้าปีใหม่ก่อได้" (โชคดีนะพี่ ไว้กลับมาเที่ยวอีกครั้ง สงกรานต์มาไม่ได้ก็ไม่เป็นไร มาเฉพาะปีใหม่ก็ได้) ยายอวยพรให้ผมโชคดี แล้วก็เอามือมาลูบหัวผม ทำเอาผมมีความสุขมากๆอีกปีหนึ่ง

     "ละอ้ายจะปิ๊กมาอยู่เจียงใหม่เมื่อใด บ่ากึ๊ดถึงบ้านกะ" (แล้วพี่จะกลับมาอยู่เชียงใหม่เมื่อไหร่ ไม่คิดถึงบ้านเหรอ) ตาถามผม ในขณะที่ผมกำลังช่วยน้องชายถอยรถมอเตอร์ไซค์เพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

     "ยังบ่าฮู้เลยครับ บ้านน่ะกึ๊ดเติงหาอยู่ แต่รอแห๋มสักกำก่อน ปิ๊กมาแน่ๆ" (ยังไม่รู้เลยครับ บ้านน่ะคิดถึงหาอยู่ แต่รออีกสักพักก่อน กลับมาแน่ๆ) ผมตอบตา แล้วก็ขึ้นซ้อนรถมอเตอร์ไซค์ที่น้องชายเป็นคนขับ

     "ไปละคร้าบบบบ" ผมยกมือไหว้ ตากับยายอีกครั้ง แล้วก็ออกเดินทางเพื่อกลับบ้านทันที

     วันที่ 1 มกราคม 2549

     "ปิ๊กละครับ สงกรานต์มาใหม่ ถ้าบ่าได้มา ก็สิ้นปี๋ปู้นเน้อ" (กลับละครับ สงกรานต์มาใหม่ ถ้าไม่ได้มา ก็สิ้นปีนู้นเน้อ) ผมยกมือไหว้ พ่อกับแม่ก่อนที่จะออกจากบ้านเพื่อไปขึ้นรถทัวร์กลับกรุงเทพที่สถานีขนส่ง

     "ปะ โจ้กดี หมั่นยะก๋านเน้อ จะไปขี้ค้าน" (ปะ โชคดี ขยันทำงานนะ อย่าไปขี้เกียจ) พ่ออวยพรผม แต่ก็ยังมีแอบสั่งสอนเล็กน้อย แล้วก็เดินมาตบไหล่ผมเบาๆ

     "คร้าบบบบบ..." ผมก็ตอบรับลากเสียงยาว แล้วก็ออกเดินทางไปที่สถานีขนส่ง โดยน้องชายก็ยังคงเป็นคนขับรถมอเตอร์ไซค์ไปส่งเหมือนเดิม

      หลังจากที่น้องชายพาผมฝ่าความหนาวด้วยรถมอเตอร์ไซค์มาถึงสถานีขนส่งแล้ว ผมก็บอกกับน้องชายว่า "หนาวแต๊หนาวว่า ไปละๆ แล้วเจอกั๋นใหม่" (หนาวจริงหนาวจัง ไปละๆ แล้วเจอกันใหม่) ก่อนที่จะเดินไปขึ้นรถทัวร์ที่จอดรออยู่ที่สถานีขนส่ง โดยที่น้องชายผมไม่พูดอะไรตอบกลับมา ได้แต่ยกนิ้วโป้งให้
     
     เวลา 07.30 น. ในขณะที่รถทัวร์กำลังเคลื่อนออกจากสถานีขนส่งอย่างช้าๆ ทันใดนั่นเอง น้ำตาแห่งความสุข ความคิดถึงก็เริ่มจะไหล ผมเอามือปาดน้ำตา และพยายามไม่ให้มันไหล แต่ดูเหมือนว่ามันจะหยุดยากเหลือเกิน "สุขใดเล่า จะเท่าบ้านเรา" มันคงเป็นแบบนี้สินะครับ

     5 วันที่ได้กลับมาเยี่ยมบ้าน มีค่ามากมายสำหรับคนที่ทำงานไกลบ้าน มันเป็น 5 วันที่อิ่มท้อง อิ่มใจ เพิ่มพลังให้มีแรงกาย แรงใจสู้งานต่อไป เพื่อคนที่หวังในตัวเรา และรอเรากลับไปหา

     วันที่ 9 ธันวาคม 2549

     "ตรู๊ดๆๆ ... " เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้นเป็นเวลาเพียง 5 วินาที ก่อนที่จะมีใครสักคนมายกหูโทรศัพท์ขึ้นรับสาย

     "โหล..." เสียงของยายดังขึ้นที่ปลายสาย เป็นเสียงที่เหมือนคนที่กำลังมีความสุขอยู่มากๆ ผมเดาว่าต้องมีใครสักคนพึ่งโทรมาอวยพรวันเกิดให้ยายอย่างแน่นอน แล้วยังไม่ทันที่ยายจะลุกออกไปห่างจากโทรศัพท์ ผมก็โทรเข้าไปซะก่อน

     "สุขสันต์วันเกิดนะครับยาย..."

ตอนที่ 98 (บทความ) _ เมื่อมีหน้าบ้าน...ก็ต้องมีหลังบ้าน (ภาค 3)


เมื่อมีหน้าบ้าน...ก็ต้องมีหลังบ้าน (ภาค 3)

     เข้าสู่เรื่องที่เป็นประเด็นโลกแตกกันแล้วนะครับ เรื่องความรักนั่นเอง ทำไมผมถึงบอกว่ามันเป็นประเด็นโลกแตกน่ะเหรอ นั่นก็เพราะว่า 'ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์' ยังไงล่ะครับ รักเหมือนจะเป็นแบบเดียวกัน แต่มันก็ไม่เคยเหมือนกัน นี่แหละประเด็นโลกแตก

     เอาล่ะครับ มาดูหลังบ้านเรื่องความรักของผมกันดีกว่าครับ ว่ามันเป็นมายังไงบ้าง หลังจากที่เคยมีความชอบผู้หญิงมาแล้วเมื่อสมัยเรียนชั้นประถม แต่หลังจากนั้นมาก็ไม่เคยได้มีความรักสักที (มัวแต่ติดเกม กับอ่านหนังสือ) จนกระทั่งได้เรียนถึงระดับ ปวช.3 (เทียบเท่า ม.6) ถึงจะมีอาการรู้จักคำว่า รัก เป็นครั้งแรก โดยรักแรกก็คนใกล้ๆตัวครับ รุ่นน้อง ปวช.1 นั่นเอง

     รักแรกในชีวิต เป็นความรักแบบวัยรุ่นที่เกิดขึ้นเร็ว และจบลงเร็วมาก ถ้าจำไม่ผิดใช้ระยะเวลากับรักครั้งแรกนี้เพียงไม่ถึง 2 เดือน แต่เชื่อหรือไม่ครับว่า รักครั้งแรกมันลืมไม่ได้จริงๆ แต่ถึงแม้มันจะไม่ลืม แต่มันก็ไม่ได้โหยหาอยากกลับไปนะครับ มันแค่ติดอยู่ในสมอง ลบไม่ออก ลืมไม่ได้เท่านั้นเอง (สาเหตุของการเลิกรา ขออุบเป็นความลับ)

     ความรักในครั้งที่สอง ได้เกิดขึ้นเมื่อช่วง ปวส. (จำไม่ได้ว่า ปวส. 1 หรือ 2 แต่ทิ้งระยะเวลาเรื่องความรักไปถึง 2 ปีเลยทีเดียว) สมัยนั้นร้านอินเตอร์เน็ตกำลังมา โปรแกรมแชทที่บูมสุดๆตอนนั้นก็คือ Pirch98 และด้วยโปรแกรมแชทนี้เอง ทำให้ผมได้พบกับรักครั้งที่สอง

     เลิกเรียนก็วิ่งไปร้านอินเตอร์เน็ตเลยครับ เป็นร้านของอาจารย์ที่สอนกันอยู่ในวิทยาลัยนั่นแหละครับ (คนกันเอง อาจารย์หลอกนักศึกษาไปฟันรายได้ ฮ่าาา) เปิด Pirch เข้าห้อง 'เชียงใหม่น่ารัก' ล่ะมั้ง แล้วก็คุยๆไปทั่วเลย (Pirch มันจะคุยได้อย่างเดียว ไม่เห็นรูป ไม่เห็นหน้ากันเลย ถ้าจะจีบใครนี่ ต้องวัดดวงกันสุดๆ) แล้วผมก็ได้คุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง เธอเรียน ม.4 อายุห่างกับผมนิดหน่อย  (ปวส. เทียบเท่าก็ อนุปริญญา หรือเด็ก ปี1 ในรั้วมหาลัย) หลังจากที่คุยกันได้สักระยะก็รู้สึกว่า มันน่าจะไปกันได้นะ ก็เริ่มมีการนัดเจอ กินข้าวบ้าง เที่ยวบ้าง จนสนิทกัน แล้วก็ได้ตกลงเป็นแฟนกัน แฟนคนนี้ก็ถือว่าเป็นคนแรกจะดีกว่า เพราะรักแรกนั้น ยังไม่ทันได้เป็นแฟน ก็ต้องเลิกกันซะละ แฟนคนนี้ผมได้พาเข้าบ้านด้วย ดูเหมือนอะไรๆจะราบรื่น แต่แล้วจุดพลิกผันก็เกิดขึ้นเมื่อ...

     นิสัยความเอาแต่ใจของเธอพุ่งสูงขึ้นจนผมเริ่มรับไม่ไหว คบกันปีแรกๆนิสัยเอาแต่ใจของเธอไม่มากนะครับ ผมพูดอะไรเธอก็ยอมฟัง ยอมทำตาม ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรบังคับผม แต่ไม่รู้ว่าอยู่ๆมันเกิดอะไรขึ้น เธอเหมือนเปลี่ยนไปเยอะมาก บังคับผมจนเหมือนเป็นแม่ของผมซะงั้น จนผมเริ่มอึดอัด แล้วก็มีเรื่องที่ทำให้ผมต้องแปลกใจอีกเรื่องคือ เธอไปเที่ยวกับเพื่อนของผม โดยที่ผมไม่รู้อะไรเลย ผมมารู้อีกทีจากปากของเพื่อนผม ว่าเขาได้ไปเที่ยวน้ำตกกับแฟนของผม ตอนที่ผมกำลังฝึกงานอยู่ จนถึงตอนนั้นอะไรหลายๆอย่างมันเปลี่ยนไปจากเธอคนเดิม ผมเลยตัดสินใจ...เลือกสมัครเรียนที่ราชภัฏเชียงราย ในตอนที่สอบเข้าเรียนชั้น ป.ตรี เพื่อให้ผมกับเธอได้ห่างกัน และจากกันด้วยดีจะดีกว่า

     หลังจากที่ผมไปเรียนที่เชียงรายแล้ว ผมก็ได้โทรศัพท์ไปเปิดใจคุยกับเธอ เคลียร์กันทุกเรื่องจนเข้าใจ และลงตัว ผมกับเธอตัดสินใจแยกทางกันในที่สุด

     รักครั้งที่สาม และเป็นครั้งสุดท้าย เป็นความรักที่ต้องผ่านปัญหา และอุปสรรคมากมายจนน่าเหลือเชื่อ มันเหมือนที่ว่า 'ชีวิตจริง ยิ่งกว่านิยาย' ซะอีก อยากรู้ต้องลองอ่านดูครับ ว่ามันเป็นยังไง

     การได้มาเรียนที่เชียงรายนั้น หลังจากที่เลิกกับแฟนคนแรกไป ผมก็ไม่ได้สนใจผู้หญิงคนไหนอีกเลย ผมหันกลับเข้าไปสู่โลกของหนังสืออีกครั้ง เช่าหนังสือมาอ่านเป็นเรื่องๆ เป็นเล่มๆไป สนใจในเรื่องของบ้านและสวน เริ่มศึกษาเกี่ยวกับวิธีการออกแบบสวน จัดสวน ศึกษาพันธุ์ไม้ จนกระทั่งเรื่องบังเอิญได้เกิดขึ้น...

     หอพักที่ผมไปพักอยู่ในตอนที่เรียนอยู่เชียงรายนั้นเป็นหอเปิดใหม่ พึ่งสร้างเสร็จใหม่ๆเลย คนที่เข้าไปพักก็เป็นคนใหม่ทั้งหมด ความสัมพันธ์ของคนในหอพักจึงเหมือนครอบครัวเดียวกัน เวลาทำอะไรกินก็จะเอามาแบ่งกัน เอามานั่งล้อมวงกินข้าวกัน ไม่นับว่าใครมาก่อน มาหลัง ความสัมพันธ์มันเลยสนุก เฮฮา และอบอุ่นเป็นกันเองสุดๆ และด้วยความที่ผมเป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่น เห็นใจผู้อื่น (มีน้ำใจว่างั้นเถอะ) หน้าที่ในการขับมอเตอร์ไซค์ไปซื้อของที่ตลาดเพื่อเอามากินกัน จึงตกเป็นของผมซะส่วนใหญ่ จุดนี้เองที่ทำให้ผมกับเธอ...แฟนคนปัจจุบัน

     ด้วยความที่ผมเป็นผู้ชาย เวลาไปซื้อของที่ตลาดก็จะซื้อของได้ไม่เก่งเท่าผู้หญิง บางทีของที่ต่อราคาได้ ผมก็ไม่ต่อ จึงได้มีผู้ช่วยสาวเกิดขึ้น เธอเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และชอบเดินตลาดด้วย เธอจึงถูกเพื่อนๆในหอส่งตัวให้มาเป็นผู้ช่วยของผมตอนที่ต้องไปซื้อของที่ตลาด

     แรกเริ่มเดิมทีแล้ว ผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอ ออกจะเฉยๆ แต่ด้วยความที่เราไปตลาดด้วยกันบ่อยๆ ได้คุยกันบ่อยๆ หลังๆก็เริ่มไปที่อื่นบ้างนอกจากตลาด (เฮ้ยๆๆ คิดอะไรกัน ไปร้านสะดวกซื้อ ร้านถ่ายเอกสาร ร้านอาหารตามสั่ง ฯลฯ ต่างหาก) เริ่มมีการไปรับ-ส่งตอนมีเรียน ดึกๆเธอหิวข้าว ผมก็อาสาไปส่งกินข้าว ความสัมพันธ์ค่อยๆก่อตัวขึ้น จนมันสนิมกันมาก แล้วก็กลั่นตัวเป็นความรักไปตอนไหนก็ไม่รู้ ผมไม่เคยจีบเธอ เธอก็ไม่เคยจีบผม เราสองคนไม่ได้ทำอะไรที่คนจีบกันต้องทำเลย อาศัยแค่ความผูกพันล้วนสร้างเป็นความรัก (ขนาดเป็นแฟนกัน ยังไม่มีใครพูด ขอเป็นแฟนเลย มันรู้กันเองโดยอัตโนมัติ) ผมไม่มีโปรโมชั่นพาไปไหนต่อไหน (ถ้าไม่ร้องขอ) ไม่มีโปรโมชั่นซื้อของพิเศษอะไรให้ (ถ้าไม่อยากได้) แต่มันก็รักกันเอง รักกันมาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่เหมือนว่า ถ้ามันมีโปรโมชั่น ก็คงเป็นโปรโมชั่นที่กว่าจะหมดอายุ คงต้องตายกันไปข้าง

     แต่...อ่านดูแล้วเหมือนจะราบรื่นใช่หรือไม่ ยังครับยัง ถึงแม้จะไม่หมดโปรโมชั่น แต่มันก็เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นระหว่างผมกับเธอแบบที่ว่า ไม่น่าเชื่อ

     ผมเรียนจบก่อนเธอ 2 ปีครับ แล้วผมก็ต้องหางานทำ ผมได้งานทำที่เชียงใหม่ ส่วนเธอยังคงเรียนอยู่ที่เชียงราย (คิดล่ะสิว่า ผมจะกลับไปหาแฟนเก่า คุณคิดผิดนะคร้าบบบ) พอผมทำงานได้สักระยะหนึ่ง (นานพอดูเหมือนกันนะ) ผมก็ได้เจอกับรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งครับ บอกได้เลยว่า หลงครับ ไม่ได้รักนะ แต่หลงมากๆ ผมแอบคบกับพี่คนนั้นอยู่ประมาณ 3 เดือนได้ จนคนในบริษัทต่างรู้กันว่า ผมคบกับพี่เขาอยู่ แล้วจังหวะเวลาฝึกงานของแฟนผมก็มาถึงพอดี เธอมาฝึกงานที่เชียงใหม่ครับ แล้วผมก็เหมือนมีท่าทีที่แปลกๆไปเวลาที่ผมไปหาแฟนที่หอพัก เธอถาม เธออยากรู้ จนผมต้องบอกความจริง สุดท้ายแล้วเราก็เลิกกันครับ แต่ด้วยความเป็นห่วงว่าเธอจะอยู่ยังไงในเชียงใหม่ ผมจึงยังไปมาหาสู่ ช่วยเหลือเธออยู่เรื่อยๆพร้อมทั้งคบกับพี่คนนั้นไปด้วย จนในที่สุดผมก็แพ้ความดีของเธอ (ตรงนี้อยากให้ผู้หญิงทุกคนได้อ่าน อยากจะบอกว่า ถ้าอยากได้ความรัก ควรทำดี ไม่ใช่ทำตัวเป็นนางมารเพื่อแย่งชิงผู้ชายกลับคืนมา เพราะมันไม่มีทางหรอก ที่ผู้ชายจะชอบนางมาร) แพ้ใจตัวเอง กลับไปหาเธอครับ ส่วนพี่ที่ทำงานก็มองหน้ากันแทบไม่ติดเลยครับ

     แฟนผมชวนผมมาทำงานที่กรุงเทพครับ ผมก็ตัดสินใจออกจากที่ทำงานเก่า มุ่งหน้าหาเงิน สร้างครอบครัวที่กรุงเทพ เราสองคนช่วยกันเก็บเงินประมาณ 2 ปีกว่า ก็กลับไปแต่งงานกันที่เชียงราย บ้านของแฟนผมครับ (ประเด็นตรงนี้คือ อยู่ก่อนแต่ง ผมคิดว่าสมัยนี้พ่อแม่ ไม่มีเงินมากพอที่จะเป็นทุนสินสอด และทุนจัดงานแต่งครับ การอยู่ก่อนแต่จึงเกิดขึ้นตามยุคสมัย เพือให้คู่รักได้ช่วยกันเก็บเงิน และศึกษากันให้ถึงที่สุด ก่อนที่จะแต่งงานกันในตอนสุดท้ายครับ)

     นี่แหละครับ เรื่องราวหลังบ้านภาคความรักของผม ชีวิตผมที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้มีแฟนจริงๆจังๆ แค่ 2 คนเท่านั้นเองครับ กับความรักอีก 3 ครั้ง บางคนอาจจะมองว่าน้อยมาก แต่มันก็น้อยในแบบที่มีเรื่องราวที่น่าเหลือเชื่อใช่มั้ยล่ะครับ หรือจะเรียกว่า น้อยแต่คุณภาพคับแก้วดีล่ะ

     เคยมีคนบอกไว้ว่า "ได้กับผู้หญิง 100 คนว่ายากแล้ว แต่บางทีการรักษาผู้หญิงที่ดีไว้กับตัวสักคนก็อาจจะยากกว่า" คุณผู้อ่านก็ลองเลือกดูนะครับว่า อยากจะเป็นแบบได้ผู้หญิงเยอะๆ หรืออยากได้แบบผู้หญิงดีๆคนเดียว แต่อยู่กันไปนานๆ แล้วพบกันใหม่ในตอนที่ 100 ตอนสุดท้ายของนามปากกา "กล่องหกด้าน" ในภาคไลฟ์สไตล์

ตอนที่ 97 (บทความ) _ เมื่อมีหน้าบ้าน...ก็ต้องมีหลังบ้าน (ภาค 2)



เมื่อมีหน้าบ้าน...ก็ต้องมีหลังบ้าน (ภาค 2)

     มาต่อกับหลังบ้านของผมในภาค 2 กันนะครับ ภาคนี้จะพูดถึงอาชีพในฝัน แน่นอนว่าตั้งแต่เด็กจนโต ทุกคนย่อมมีอาชีพในฝันที่อยากจะทำ แต่จะมีสักกี่คนครับ ที่ได้ทำตามฝันจริงๆ (จริงๆก็น่าจะเยอะนะ) ผมยินดีนะครับ กับคนที่ได้ทำอาชีพในฝัน พวกเขาคงมีความสุขมากๆ ที่ได้เติมเต็มความฝัน ส่วนคนที่ไม่ได้ทำอาชีพในฝัน (รวมถึงผมด้วย) ก็คงต้องทำหน้าที่ตามอาชีพปัจจุบันให้ดีที่สุดกันต่อไป เพื่อว่าสักวันหนึ่ง เราจะได้มีโอกาสทำอาชีพในฝันสักที (บางคนเลิกฝันไปละ มุ่งสู่อาชีพใหม่ที่ดีกว่าไปแล้วก็มี)

     อาชีพในฝันของผมขอนับถึงแค่เรียนจบ ป.ตรี นะครับ เพราะถ้านับเอาตอนนี้ด้วย คงจะไม่ใช่อาชีพในฝันแล้วล่ะครับ มันคงเป็นความเพ้อฝันซะมากกว่า ตั้งแต่จำความได้อาชีพในฝันของผมมีแค่ 4 อาชีพเท่านั้น อยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง งั้นก็เริ่มกันเลยกับอาชีพแรก...

     ข้าราชการ ถือเป็นอาชีพแรกสุดเลยที่ผมอยากจะทำ สาเหตุก็ไม่ใช่อะไรหรอกครับ ก็เพราะพ่อเป็นข้าราชการนั่นเอง มันก็คงจะซึมซับเข้ามาจนผมอยากทำอาชีพนี้ เวลาพ่อไปทำงานนะ จะทำงานแบบชิวๆ สบายๆ ตกเย็นมีกินเลี้ยง มีไปเที่ยวกัน ตอนนั้นยังเด็กอยู่เนอะ ผมก็รู้สึกว่า เฮ้ย อาชีพนี้ดีจริง ทำงานสบายมากเลยถ้าเทียบกับอาชีพอื่นๆ เช่น พนักงานบริษัท เปิดร้านขายอาหาร ขายโน้น นี่ นั่น ฯลฯ (อาชีพทั้งหลาย ดูมาจากละครทั้งน้านนนน) อารมณ์ตอนนั้นก็เลย ปิ๊ง อาชีพข้าราชการเข้าเต็มๆ

     แต่พอวันเวลาผ่านไป โตขึ้นก็ได้เห็นว่า อาชีพข้าราชการมันช่าง...แสนสบายก็จริง แต่เงินได้น้อย แม้จะมีสวัสดิการ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่พอ พอเกษียณแล้ว มีเงินบำเหน็จบำนาญก็จริง แต่เราจะอยู่ถึงเหรอ และสุดท้าย กว่าจะได้เข้าเป็นข้าราชการ สอบยากไม่ใช่เล่น บทสรุปอาชีพข้าราชการก็เลยถูกพับเก็บจากความฝันไปครับ

     แต่ก็ไม่ใช่ว่าอาชีพข้าราชการไม่ดีนะครับ อาชีพข้าราชการถือว่าดีมากๆอาชีพหนึ่งเลย เหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตแบบมีสติ มีแบบแผน ไม่ฟุ่มเฟือย ข้อดีของอาชีพข้าราชการมีเยอะนะครับ เพียงแต่ว่าผมไม่ได้อยู่ในจุดนั้น ผมเลยไม่กล้าที่จะเขียนถึง กลัวข้อมูลจะผิดครับ (แฟนผมก็ทำงานข้าราชการนะครับ แต่เป็นแบบลูกจ้างรายปี ไม่ได้บรรจุ)

     อาชีพที่สองที่จะพูดถึง อาจจะฟังดูแบบ...มึงบ้ารึเปล่าก็ได้นะครับ เพราะอาชีพที่ผมอยากทำก็คือ คนสวนครับ (คนสวน ไม่ใช่ชาวสวนนะครับ) เอ้าๆ อึ้งเลยสิครับ มันมีที่มาครับ พ่อผมนอกจากจะเป็นข้าราชการแล้ว ยังเป็นเกษตกรด้วย พ่อทำสวนลำไยครับ แน่นอนว่าผมก็ต้องได้ซึมซับข้อมูลการทำสวนมาด้วย แต่...ผมไม่ได้อยากเป็นชาวสวน ผมอยากเป็นแค่คนสวน ที่ดูแลต้นไม้ให้กับบริษัท หรือบ้านใครก็ได้ครับ (แหวกแนว แหกกฎชาวสวนกันไปเลย) ผมอยู่กับสวนลำไยมานานพอสมควร ผมเลยชอบธรรมชาติครับ แต่ผมก็ไม่ได้ชอบเป็นชาวสวน ที่ต้องปลูกผลไม้ขาย เพื่อหาผลกำไร ผมต้องการแค่ได้อยู่กับธรรมชาติก็พอแล้ว ความคิดการอยากทำอาชีพคนสวนเลยเกิดขึ้น

     ยิ่งได้ดูละครที่มีบ้านหลังใหญ่ มีสวนหน้าบ้าน ปลูกต้นไม้ แล้วมีคนสวนคอยดูแลนะครับ ผมดูแล้วยิ่งอยากทำอาชีพคนสวนครับ เพราะมันดูแบบ...วันๆไม่ต้องทำอะไรมาก ดูแลแต่สวน ต้นไม้ก็พอ (ยิ่งถ้าเจ้าของบ้านมีลูกสาวสวยๆนะ อืม...ปล้ำทำเมียมันซะเลย เฮ้ย ไม่ใช่ละ ฮ่าาา) ได้ดูพวกรายการที่พาไปดูบ้านจัดสรร รีสอร์ท ที่ต้องมีคนสวนช่วยดูแลด้วยแล้ว ยิ่งชอบเลยครับ แต่บทสรุปสุดท้ายก็คือ ลองไปทำดูสิ พ่อได้ด่าให้ อาชีพนี้ก็เลยต้องพับเก็บไปจนได้

     อาชีพที่สามนั้น ผมคิดต่อยอดมาจากอาชีพที่สองครับ อาชีพนั้นก็คือ ออกแบบสวน จัดสวน และดูแลสวนครับ เป็นเหมือนกับการเปิดบริษัทรับเหมาออกแบบสวนนั้นเอง แต่จริงๆมันทำคนเดียวได้ครับ เพราะทุกอย่างอยู่ในหัวสมอง เราทำหน้าที่แค่ออกแบบสวน เลือกพันธุ์ไม้ สั่งซื้อ จัดสวน แล้วก็ดูแลสวนหลังการจัดเท่านั้น ส่วนแรงงานก็ให้ทางเจ้าของบ้านเป็นคนจัดการให้ แต่ว่าถ้าจะให้ดี เปิดเป็นบริษัทแล้วมีคนงานของตัวเองน่าจะดีกว่านะครับ แบบครบวงจรไปเลย คนน่าจะชอบกว่า

     ผมเคยมุ่งมั่นกับอาชีพนี้มาก ศึกษาวิธีจัดสวนตามหนังสือต่างๆ โดยเฉพาะหนังสือบ้านและสวน สวนมีมากมายหลายแบบกว่าที่คิด สวนบนดินปกติ สวนแนวตั้ง สวนลอยฟ้า สวนน้ำ ฯลฯ การจัดวางแผนผังของเนินดิน ทางเดิน สระน้ำ ต้นไม้ ฯลฯ อีกเยอะครับรายละเอียดของการจัดสวน ถึงขนาดที่ว่า ต้นไม้ที่มีกลิ่นแรงมาก ก็ไม่ควรอยู่เหนือลม เพราะจะทำให้คนในบ้านเวียนหัวเพราะ กลิ่นได้ (ออกแบบสวน ต้องดูทิศทางลมด้วยนะ) ต้นไม้ต้นใหญ่ที่มีใบบังแสงได้ดี ก็ควรใช้บังแดดช่วงบ่าย แต่ก็ไม่ควรบังจนทึบ เพราะถ้าตกเย็น แสงจะน้อย และทำให้ภายในบ้านมืดเร็วเกินไป (ออกแบบสวน ต้องดูทิศตะวันออก ตะวันตกด้วยนะ)

     พันธุ์ไม้ก็ต้องศึกษานะครับ ว่าต้นไม้อะไรทนต่อแสงแดดจัดได้บ้าง ทนต่อปริมาณน้ำได้มากแค่ไหน ชนิดไหนคือ ไม้ใบ ไม้ดอก การจัดวางพันธุ์ไม้ให้เป็นแนวกำแพง ก็ต้องดูด้วยว่า ต้นไหนควรอยู่หน้า ต้นไหนควรอยู่หลัง ไม้ดอกเอาไว้กับไม้ใบได้หรือไม่ (ยิ่งเขียนยิ่งรื้อฟื้น ยิ่งเขียนมันส์แฮะ) มีต้นไม้อยู่ชนิดหนึ่งที่ผมจำได้ขึ้นใจเลยว่า ถ้าไม่มีสนามหญ้ากว้างๆ หรือที่โล่งกว้าง เป็นไปได้อย่าปลูกเด็ดขาด นั่นก็คือ ต้นไผ่ สาเหตุก็เพราะว่า ต้นไผ่พอถึงฤดูใบไม้ร่วง ใบมันจะร่วงจนกองเต็มพื้นที่เลย แล้วถ้าเป็นสนามหญ้ากว้างๆ หรือที่โล่งกว้างๆ การเก็บกวาดก็จะง่าย แต่ถ้ามันใบมันร่วงตามพื้นที่สวน พื้นที่แคบๆ ต้นไม้แน่นๆ หรือที่อื่นๆตามซอก ตามมุม มันก็จะดูแลยาก จากสวนที่สวยๆ ก็จะดูรก และสกปรกทันที (จำไม่ได้ว่าหนังสืออะไร เพราะนานมากแล้ว) ข้อดีของต้นไผ่ คือ บังลม บังแดด เวลาลมพัดใบมันสีกัน มันจะฟังแล้วผ่อนคลาย แต่สุดท้ายก็ต้องพับอาชีพนี้เก็บ เพราะไม่มีทุนไปเริ่มทำน่ะสิครับ จะให้ไปกู้มาทำก็คงไม่ไหว เพราะมันมีเหตุผลบางอย่างกั้นขวางอยู่ครับ

     อาชีพสุดท้ายที่เคยฝันไว้ แล้วเข้าไปใกล้ได้มากที่สุดก็คือ เปิดร้านเช่าหนังสือครับ ด้วยความที่รักการอ่าน และการเขียน ทำให้ได้รู้จักธุรกิจร้านเช่าหนังสือ เคยฝันไว้ว่า เปิดร้านเช่าหนังสือไปด้วย เขียนเรื่องสั้น แล้วทำรูปเล่มเอาไปวางให้เช่าด้วย มันช่างเป็นฝันที่มีความสุขซะจริงๆ อาชีพนี้ฝันไว้เมื่อตอนเรียนใกล้จะจบ ป.ตรี พอจบมาก็หางานทำ หาทุนก่อน จนเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน (ประมาณปี 2554 .. หาทุนนานมาก) ผมมีทุนพอที่จะเปิดร้านจนได้ ผมค้นหาผู้ให้บริการเปิดร้านเช่าหนังสือดู ตอนนั้นลงทุนประมาณ 75,000 บาท ก็ได้ร้านที่มีหนังสือครบเลย

     ผมวางแผนไว้ดิบดีเลยครับ มองหาทำเลเปิดร้าน สอบถามราคาค่าเช่าตึก จนได้ที่ที่คิดว่าน่าจะเหมาะแล้ว (ถึงขนาดประกาศตามหาคนเช่าพื้นที่หน้าร้านเปิดร้านกาแฟ แล้วก็มีคนสนใจแล้วด้วย) ตอนนั้นผมพร้อมทุกอย่าง คิดว่าพอเริ่มเดินเครื่องปุ๊บ ไม่เกิน 1 เดือน อาชีพในฝันของผมก็ต้องได้ทำแน่ๆ แต่แล้ว...ความฝันของผมก็พังลง เฮ้อ...ไม่ขอบอกกล่าวนะครับว่าเพราะอะไร ทีแรกที่ความฝันพังลง ผมก็ยังไม่ยอมแพ้นะครับ ผมยังพยายามเก็บเงินใหม่อีกรอบ แต่จนแล้วจนรอด จากเหตุการณ์ในวันนั้น มันก็ยังมีผลมาจนถึงวันนี้ ทำให้ผมเริ่มจะต้องพับเก็บอาชีพในฝันไปแล้วล่ะครับ

     เป็นยังไงบ้างครับ 4 อาชีพในฝันของผม จะเหมือนของใครบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้นะครับ แม้ว่าจะไม่ได้ทำอาชีพในฝันที่เคยฝันไว้ แต่อาชีพที่ผมทำอยู่ตอนนี้มันก็ถือว่าดีมากแล้วล่ะครับ ผมยังหวังว่าสักวันหนึ่ง ผมคงจะได้มีโอกาสได้ทำอาชีพในฝันสักอาชีพสิน่า

     บทความภาคอาชีพในฝันก็จบลงแต่เพียงเท่านี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนที่ 98 กับภาคความรักครับ มาดูกันว่า ผมเคยมีแฟนมาแล้วกี่คน...

ตอนที่ 96 (บทความ) _ เมื่อมีหน้าบ้าน...ก็ต้องมีหลังบ้าน (ภาค 1)



เมื่อมีหน้าบ้าน...ก็ต้องมีหลังบ้าน (ภาค 1)

     บังเอิญได้ติดตามข่าวอีกมุมมองชีวิตหนึ่งของน้อง ไลล่าเหนี่ยวไก่ ผู้โด่งดังชั่วข้ามคืนผ่านทางเว็บไซต์ ไทยรัฐออนไลน์ ซึ่งในเนื้อข่าวก็ได้ไปเจาะมุมมองของชีวิตที่ไม่ได้ตลก และโดดเด่นอะไรของน้องมาให้ได้รู้กัน แต่ผมไม่ขอพูดถึงนะครับ ผมอยากให้น้องได้เป็นเด็กที่น่ารักสำหรับท่านผู้อ่าน แบบที่ได้เห็นในข่าวเหนี่ยวไก่จะดีกว่า

     หลังจากที่ได้อ่านข่าวน้องไลล่าจบแล้ว ก็มาสะดุดตรงประโยคเด็ดที่ว่า "เมื่อมีหน้าบ้าน...ก็ต้องมีหลังบ้านเสมอ" (ประมาณว่า คนเราย่อมมีเบื้องหน้า และเบื้องหลังเสมอ ... เห็นเงียบๆ แต่ฟาดเรียบนะคร้าบบบบ ฮ่าๆๆ) ผมเลยคิดว่า อีก 4 บทความที่เหลือ (จะครบ 100) จะขอเขียนถึงหลังบ้านของผมก็แล้วกันครับ จะได้เป็นเหมือนการปูทางให้นามปากกาใหม่ ต.ต้น ไปด้วยในตัว โดย 4 บทความที่จะเป็นหลังบ้านก็มีดังนี้...

     ตอนที่ 96 (บทความนี้นี่แหละ) จะเขียนถึงภาคการศึกษา, ตอนที่ 97 (บทความ) จะเขียนถึงภาคอาชีพในฝัน, ตอนที่ 98 (บทความ) จะเขียนถึงภาคความรัก, ตอนที่ 99 (เรื่องสั้น) "อิ่มสุข" แทรกเรื่องสั้นนิดนึง และตอนที่ 100 (บทความ) จะเขียนถึงภาคไลฟ์สไตล์ (ยืมหัวข้อมาจากข่าวของน้องไลล่าล้วนๆเลย) เอาล่ะครับ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามาเริ่มเรื่องภาคการศึกษาชองผมกันเลยดีกว่า

     จริงๆแล้วผมเป็นคนที่ความจำไม่ค่อยดี ความจำสั้้นนะครับ เรื่องในอดูด เฮ้ย อดีตที่จะจำได้ส่วนมากจะต้องฝังใจจริงๆถึงจะจำได้ ไอ้ประเภทที่ว่า รู้หมดว่าอนุบาล ประถม มัธยม ยัน ป.ตรี โท เอก ทำอะไรไว้บ้าง จำได้หมด เออ...ผมไม่มีหรอกครับ ผมจำไม่ได้จริงๆ ว่าแล้วก็จบบทความเลยละกัน...เฮ้ย ไม่ใช่ละ ผมก็จะเขียนเล่าเท่าที่จำได้ก็แล้วกันนะครับ

     เริ่มกันตั้งแต่อนุบาลกันเลย ถ้าจำไม่ผิด ผมจะได้เรียนอนุบาลถึง2 โรงเรียนด้วยกัน...มั้ง (ก็บอกแล้ว ว่าความจำสั้น) ที่จำได้ที่แรกเลยคือ โรงเรียนอนุบาลสุเทพ ที่จังหวัดเชียงใหม่ ผมจำประตูรั้วโรงเรียนได้แม่นเลยครับ ประตูรั้วโรงเรียนจะเป็นประตูเหล็กทึบ ทาสีด้วยสีส้มทั้งบานเลย นี่แหละครับ ผมจำได้แค่นี้แหละ ส่วนในตัวโรงเรียนเป็นยังไง...ผมจำไม่ได้ สาเหตุที่ผมจำประตูรั้วโรงเรียนสีส้มนี้ได้ ก็น่าจะเพราะว่า ผมต้องไปเปิดประตูรั้วเข้าไปโรงเรียนบ่อยๆ พอโตมาก็ได้คิดว่า ที่เราต้องเปิดประตูรั้วโรงเรียนบ่อยๆนี่ เราไปสายบ่อยรึเปล่าล่ะเนี่ย (เข้าสายแต่เด็กเลยรึเรา)

     โรงเรียนต่อมาก็คือ โรงเรียนอนุบาลเชียงใหม่ครับ ถ้าผมจำไม่ผิด ผมต้องมาเรียนอนุบาลซ้ำที่นี่อีกครั้ง ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไม ณ โรงเรียนแห่งนี้ผมเรียนจนจบ ป.6 เลยครับ เรื่องราวประทับใจมีเยอะนะครับ แต่ก็เลือนลาง เพราะจำไม่ค่อยได้ เช่น ปลูกถั่วงอกขึ้นเป็นครั้งแรก จำได้ว่าใช้ภาชนะอะไรสักอย่างนี่แหละ แบนๆหน่อย แล้วก็เอาทิชชู่วาง เอาเมล็ดถั่วเขียววาง เอาทิชชู่ปิดทับอีกรอบบางๆ รดน้ำ แล้วก็รอมันงอก เฮ้ย มันงอกจริงๆด้วย ตอนนั้นดีใจสุดๆ เราทำได้, ปลูกผักบุ้งเก็บกลับบ้าน เป็นการปลูกผักชนิดแรกในชีวิตเลยทีเดียว, ได้ลงแข่งวิ่งพลัด 4x100 เป็นครั้งแรก ตอนซ้อมกันชิวๆ 4 คน วิ่งยังไงๆความเร็วของผมก็ดีที่สุด แต่พอตอนแข่งจริงๆ ผมเป็นไม้สุดท้าย ทีเด็ดเล้ยยย ... 3 ไม้แรกเพื่อนๆช่วยกันวิ่งจนนำโด่ง แล้วพอมาถึงผมไม้สุดท้าย หึหึ ร่วงรูดครับ จากที่นำโด่ง จบที่ 5 ซะงั้น ไม่ใช่ว่าคนอื่นวิ่งเร็วนะครับ แต่ผมวิ่งช้าเอง จำได้ความรู้สึกตอนนั้นคือ ทั้งตัวมันหนักไปหมด ขาหนักมาก แล้วก็เหมือนขามันสั้นลงยังไงก็ไม่รู้ วิ่งไปๆๆ โดนแซงกระจายยยย รู้เลยว่า คำว่ากดดัน มันเป็นยังไงก็ตอนนั้นนั่นเองครับ

     ได้รู้จักความชอบผู้หญิงมันเป็นยังไง (แค่ชอบนะครับ ยังไม่ถึงขึ้นรัก) ตอนนั้นชอบดาวห้องเลยครับ ชื่อ นิตยา เป็นผู้หญิงที่สูง และขาวเด่ด เรียนเก่งที่ 2 ของห้อง (เรียนเก่งที่ 1 ของห้องก็คือ หัวหน้าห้อง) ผมคิดว่า คนอื่นๆก็คงจะชอบเหมือนผมนี่แหละ แต่มันก็แค่ชอบแบบเด็กๆล่ะครับ, ได้เรียนรู้วิชาทำอาหารเมนู 'หมูในซอลมะเขือเทศ' ผมเอากลับไปทำที่บ้านเลยครับ (โชคดีมากที่ในตู้เย็นมีของครบ) ผมทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่เตรียมเครื่อง ยันปรุงเสร็จ พอทำเสร็จก็เอาให้พ่อแม่กิน แล้วพ่อกับแม่ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "เฮ้ย นี่มันน้ำพริกอ่องชัดๆ" เงิบเลยครับผม ครูหลอกผมซะแล้ว, ได้ตีลังกายิงประตู (โอเวอร์เฮดคิก) จำได้ว่าเตะบอล(พลาสติก)เล่นกันหน้าโรงเรียน รอรถมารับ แล้วบอลลอยมาตรงหัวพอดีในระดับพอเหมาะ ด้วยสัญชาตญาณกองหน้าก็เลย ตีลังกาเตะเลยครับ ลงพิ้นตุ๊บ!!! จุกครับ แต่บอลเข้าประตู คนยืนตะลึงกันหมดเลย ฮ่าๆๆ (จนตอนนี้ ก็ยังทำไม่ได้อีกเลย)

     ได้ลองกำลังขา เดินจากโรงเรียนไปบ้านยาย ระยะทางน่าจะประมาณ 5-6 กิโลเมตรได้ (อารมณ์ศิลปินเดินชิวๆข้างทาง) เดินบ่อยจนพ่อบ่น ว่าทำไมไม่ขึ้นรถรับส่งกลับบ้าน พ่อขี้เกียจแวะไปรับที่บ้านยาย เอ๊ะ...ก็จำได้เยอะอยู่นี่หน่า พอแค่นี้ดีกว่าครับ เดี๋ยวจะยาวเกิน สรุปเรื่องการเรียนนิดนึง ผลการเรียนก็อยู่ที่กลางๆครับ ไม่ค่อยมีเกรด 4 แต่ก็ไม่ค่อยมีเกรด 1

     ต่อมาก็ชั้นมัธยมต้น โรงเรียนที่ได้ไปเรียนก็คือ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยครับ ผมเรียนอยู่ที่นี้ 3 ปี ด้วยวัยที่โตขึ้น แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไม ยิ่งโต ยิ่งจำอะไรไม่ค่อยได้ เท่าที่จำได้ก็เช่น มีเพื่อนสนิทชื่อ โอ๋ ผมได้พาโอ๋ไปเที่ยวเที่ยวทะเลกับครอบครัวผมด้วย (แต่หลังจากที่เรียนจบ ม.3 ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย), ได้รู้จักคุณครูวัฒนา ซึ่งเป็นครูที่เหมือนอาจารย์แม่มาก ปากร้าย แต่ใจดี สอนดี เข้าใจง่าย ครูสอนวิชาภาษาไทยครับ, ได้รู้จักคุณครูสืบศักดื์ ซึ่งเป็นครูสอนวิชาลูกเสือ แต่ครูก็สอนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ด้วย (ไปเรียนพิเศษกับครูอยู่ 1 เทอม), ได้เรียนปิงปองเป็นครั้งแรก จนทำให้พ่อต้องซื้อโต๊ะปิงปองมาไว้ที่บ้าน เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกชาย (จำไม่ได้ ว่าไปขอพ่อยังไง พ่อถึงยอมซื้อ) จำได้ว่าครูจะส่งเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่ง เพราะครูบอกว่า ผมเล่นได้เหนียวแน่น เสียแต้มยาก แข่งกันในห้องนี่ ผมชนะขาด แต่พอดีผมไหวตัวทัน ตอนคัดตัวเพื่อเป็นตัวแทนโรงเรียน ผมเลยเล่นแบบ...กูอยากแพ้ เลยตีพลาดแล้ว พลาดอีก จนหลุดตัวแทน (ควรดีใจกับผมนะ ฮ่าาา) แต่สุดท้าย ผมก็ได้เป็นคู่ซ้อมให้เพื่อนตัวแทนโรงเรียน น่าเสียดายที่เพื่อนผมทำได้ดีที่สุดแค่รอบ 8 คนสุดท้าย

     ได้รู้จักซุปเปอร์ไซย่า สาวผมทอง เธอเด่นมากๆ แต่ผมก็ไม่เคยได้คุยกับเธอ เพราะไม่รู้จะคุยอะไร, ได้ทำหน้าที่พ่อสื่อเป็นครั้งแรก มีใครชอบสาวคนไหนก็มาขอให้ผมเข้าไปช่วยถามชื่อ ถามเบอร์โทรให้ตลอด (กูไปติดป้ายไว้บนหัวตอนไหน ว่ากูรับหน้าที่นี้ได้) จำได้แม่นอยู่คนหนึ่ง สาวดาวเด่นประจำ ม.3 ชื่ออ้อม ขนาดรุ่นพี่ ม.6 ยังมาตามจีบ แล้วไอ้เพื่อนตัวดีดันชอบ ส่งผมไปเป็นหน่วยกล้าตาย ถามชื่อ ถามเบอร์โทรให้หน่อย ผมก็จัดให้ เดินตรงๆเข้าไปถามเล้ยยยยย ได้ชื่อครับ แต่ไม่ได้เบอร์โทร แล้วหลังจากนั้นก็ปล่อยให้เพื่อนมันจีบไป สุดท้ายไม่รู้เป็นไงนะครับ ผมไม่ได้ติดตามผล (นี่คือจุดเริ่มต้นของความหน้าด้านในเรื่องสาวๆ), ได้รู้จักการโดดเรียนเป็นครั้งแรก โดดไปไหน ไปเล่นเกมครับ ไอ้เพื่อนโอ๋เลยตัวดี พาโดดเรียน (น้องๆไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างนะครับ เพราะบทสรุปสุดท้ายแล้ว สอบตกครับ) พอดีกว่า เริ่มเยอะแล้วเหมือนกันแฮะ ไหนว่าจำไม่ได้ไง สรุปเรื่องผลการเรียนนิดนึง ชั้นมัธยมนี่ เกเรครับ เกรดต่ำมาก ได้ 0 อยู่หลายวิชาเลย กว่าจะซ่อม 0 จบได้ แทบแย่เลยครับ

     ต่อมาที่ ปวช. และปวส. ที่ วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ครับ ผมหันเหชีวิตจากเด็กเรียนมาเป็นเด็กช่าง เพราะผมรู้สึกว่า ผมไม่เหมาะกับสายวิชาการเท่าไหร่ ผมน่าจะเหมาะกับสายอาชีพมากกว่า แรกเริ่มเดิมทีเลย ผมจะเรียนไฟฟ้าครับ แต่พ่อขัดขา ขัดแขน จับหัวโขกขอบเตียง สมองผมเลยเบลอๆ พ่อสั่งให้เรียนวิชาก่อสร้าง ผมก็เลยเรียน (มันใช่เหรอ โหดไปมั้ย ฮ่าาา จริงๆพ่อผมจบไฟฟ้าครับ เลยอยากให้ผมเรียนไปทางอื่นบ้าง) ณ การเรียนที่นี่ทำให้ผมได้เพื่อนสนิท ที่สนิทกันมาจนถึงบัดนี้ ส่วนเรื่องราวที่พอจะจำได้ในสถานศึกษาแห่งนี้ก็เช่น ได้รู้ว่า การเรียนภาคค่ำ มันสนุกกว่าภาคเช้าเยอะเลย ไม่ต้องตื่นเช้า มีเวลาลอกการบ้านเพียบ เรียนเสร็จก็ไม่ต้องรีบเก็บของ เพราะไม่มีใครมาเรียนต่อ ขับมอไซค์ตอนดึกๆ (หลังเลิกเรียน) มันชิวมากๆ

     ได้เป็นดาวเด่นประจำแถว ตอนที่เข้าแถวเคารพธงชาติตอนเช้า ถ้าผมไปยืนอยู่ข้างหลังทีไร จะโดนรุ่นพี่สาวๆ 3-4 คน ช่วยกันลากตัวขึ้นไปยืนหน้าสุด แล้วพวกรุ่นพี่สาวๆ ก็จะซุบซิบอะไรกันก็ไม่รู้ เป็นแบบนี้ตลอดเทอม จนรุ่นพี่เรียนจบออกไป ผมถึงไม่ต้องยืนหน้าสุด (อารมณ์ตอนนั้นเข้าเรียนใหม่ๆ ยังไม่สนใจเรื่องความรัก สนใจแต่เล่นเกม เลยไม่ได้สนใจพวกรุ่นพี่สาวๆ และเหตุการณ์นี้ ก็คือจุดเริ่มต้นของการ...หลงตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้ ฮ่าาาา), ได้รู้ว่าห้องสมุดนั่นน่าอยู่เพียงใด มันมีความรู้ ความเงียบ ความสงบมากๆ (จุดเริ่มต้นของการรักการอ่าน และการเขียน), ได้เจอการรับน้องครั้งแรกในชีวิต กินอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ น่ากินทั้งน้านนนนน...ประชด ได้คลุกดิน คลุกทราย นอนในน้ำ โดนทาสี โอยยย...สารพัด จำไม่ได้ แต่ที่จำได้คือ กลายร่างเป็นมนุษย์สีเหลือง ขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้านนี่แหละ คนมองกันตรึม จอดติดไฟแดงกลางสี่แยก โคตรเท่เลยครับพี่น้องคร้าบบบบ

     ได้รู้จักพลังจักรวาล จากอาจารย์......จำชื่อจริงอาจารย์ไม่ได้ เพราะเรียกแต่อาจารย์เหยินตลอดเลย (พลังจักรวาลมีจริง ลองถากูเกิลได้) แล้วก็เจอการหักคะแนนที่บ้าที่สุดในโลก หักทีเป็นแสน เป็นล้าน หักกันเจ็ดชั่วโคตรก็มี (ประมาณว่า ลูกหลานแกมาเรียน ก็มีคะแนนติดลบตั้งแต่เริ่มเรียนละ) จากอาจารย์เหยินคนเดิม, ได้รู้จักการบริจาคเลือดเป็นครั้งแรก แต่บริจาคไม่ได้ เพราะน้ำหนักไม่ถึง (สมัยนั้นยังดูน้ำหนักด้วย), ได้รู้จักความรักเป็นครั้งแรก (สมัย ปวส. แล้วนะที่รู้จักความรัก ตอน ปวช. ไม่สนใจความรักเลย เล่นแต่เกม) และที่สำคัญ ได้เพื่อนที่ดี ที่คบกันมาจนถึงทุกวันนี้ พอละเนอะ เริ่มคิดไม่ออกละ สรุปเรืองผลการเรียนกันสักหน่อย เนื่องด้วยติดเกมเอามากๆ ผลการเรียนเลยอยู่กลางๆ ค่อนลงมาข้างล่าง ไม่มีติด 0 แต่ก็ไม่มีเกรด 4 (ช่วงวัยรุ่นนี่ สำคัญมากจริงๆ ถ้าเสียก็เสียไปเลย ดีที่ผมรอดมาได้)

     จบสุดท้ายที่ ปริญญาตรี คราวนี้ไปข้ามจังหวัด เพราะไปเรียนที่ ราชภัฏเชียงราย (สมัยนั้นยังเป็นแค่ ราชภัฏ) ผมบอกแล้วนะครับ ว่ายิ่งโต ยิ่งจำไม่ได้ ไม่รู้ทำไม เรื่องราวที่พอจะจำได้ตลอด 2 ปีที่เรียนที่นี่ก็เช่น ได้อยู่ไกลบ้านเป็นครั้งแรก รู้สึกปลอดโปร่ง โล่งมาก ที่ไม่ต้องมีใครมาคอยจับตามอง คอยควบคุมว่า อยู่ที่ไหน กลับบ้านได้แล้ว, ได้ออกค่ายอาสาเป็นครั้งแรก ขึ้นไปบนดอยอะไรก็ไม่รู้จำไม่ได้ ขึ้นไปสร้างอาคารเรียนให้เด็กๆ อากาศหนาวมาก เพราะขึ้นไปกันหน้าหนาว นอนในเต้นท์นี่ มีน้ำหยดใส่เลยทีเดียว ถึงจะลำบาก แต่พอสร้างอาคารเสร็จแล้ว ก็ภูมิใจมากๆเลยครับ, ได้รู้ว่า ราชภัฏเชียงรายเนี่ย กว้างใหญ่น่าดูเลย ถ้าไม่มีรถมอเตอร์ไซค์ ก็เดินทางไปเรียนลำบากเลยล่ะ

     ได้รู้จักชีวิตเด็กหอ ว่าถ้าคบเพื่อนไม่ดีนี่ ชีวิตพังเสียคนได้เลยทีเดียว ดีที่ผมเลือกคบเพื่อนถูก ชีวิตเด็กหอเลยไม่มีอะไรน่าห่วง, ได้รู้จักการทำวิจัย ว่ากว่ามันจะผ่านได้นี่ ยากแค่ไหน (ก็เล่นซะ 2 เทอมแน่ะ กว่าจะผ่าน), ได้รู้จักอีเมล์ครั้งแรก เพราะต้องส่งงานผ่านทางอีเมล์ แล้วอีเมล์นั้นก็ใช้มาถึงทุกวันนี้้, ได้รู้จักโปรแกรม Auto Cad มากขึ้น ต่อยอดจากที่เคยเรียนเมื่อตอน ปวช. (ตอน ปวส. ไม่มีสอน) และมันเป็นโปรแกรมที่ใช้ทำงาน หากินอยู่ในทุกวันนี้, ได้รู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานเขียนแบบ มากกว่างานใช้แรงงาน หรือคุมงาน เพราะตัวเองไม่ชอบมีอำนาจ หรือเป็นคนขี้เกรงใจนั่นเอง, ได้ค้นพบตัวเองว่า จริงๆแล้วตัวเองเหมาะกับการเล่นฟุตบอลในตำแหน่งกองหลังมากกว่ากองหน้า และที่สำคัญก็คือ ได้เจอคนรัก ที่รักกันมาจะ 14 ปีเข้าไปแล้ว เห็นมั้ยครับว่า ยิ่งโต ยิ่งจำอะไรไม่ค่อยได้ หรือเพราะไม่อยากจำก็ไม่รู้ เลยคิดอะไรไม่ค่อยออก (หรือเราจะ ช่างมัน มาเกินไป เลยจำอะไรไม่ค่อยได้)

     เรื่องราวหลังบ้านในภาคการศึกษาของผมก็มีเพียงเท่านี้แหละครับ จริงๆอยากจะให้รู้ว่า ผมเรียนที่ไหนมาบ้างแค่นั้นนะครับ แต่ว่าไหนๆก็เขียนย้อนอดีตแล้ว ผมก็เลยเขียนเล่าอดีตของผมให้อ่านไปด้วยซะเลยละกัน เผื่อว่ามันจะทำให้ใครหลายๆคนที่ได้อ่าน ได้รื้อฟื้นความสุขในวัยเรียนขึ้นมานั่งอมยิ้มกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนที่ 97 ในภาคอาชีพในฝันครับ

ตอนที่ 95 (บทความ) _ เซลฟี่ซินโดรม



เซลฟี่ซินโดรม

     โรคเซลฟี่ซินโดรม ถือเป็นโรคอุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับยุคสมัยที่เทคโนโลยี และโลกอินเตอร์เน็ตเติบโตอย่างสุดๆ แต่ไหนแต่ไรคนที่ชอบถ่ายรูป หรือที่เราเรียกว่าเซลฟี่นั้นมีอยู่มากมายทั่วโลก เพียงแต่ว่าในการเซลฟี่เมื่อครั้งนั้น จะเป็นการถ่ายเก็บไว้ดูเอง หรืออวดเพื่อนๆ ให้มีเรื่องพูดคุยกันเพียงเท่านั้น (เอาโพสลงในโลกอินเตอร์เน็ตเหมือนกัน แต่มีคนเห็นแค่พวกเพื่อนๆที่สนิทกัน)

     แต่เมื่อเทคโนโลยี และโลกอินเตอร์เน็ต หรือที่เราเรียกว่า โลกโซเชียลเติบโตอย่างสุดๆ การเซลฟี่จึงไม่ใช่การถ่ายเก็บไว้ดูคนเดียว หรือพูดคุยเฉพาะกลุ่มเพื่อนที่สนิทเท่านั้น หากแต่เป็นการโพสลงในโลกโซเชียลเพื่อให้ได้มาซึ่งยอดไลค์ ยอดวิว ยิ่งได้ไลค์ ได้วิวมาก ก็จะยิ่งรู้สึกดี จนทำให้เกิดเป็นโรคอุบัติใหม่ที่ชื่อว่า โรคเซลฟี่ซินโดรม (รู้สึกว่ามันวกๆ วนๆมั้ย)

     โรคนี้เหมือนจะไม่น่ากลัว เพราะมันก็แค่การถ่ายรูปลงโซเชียล แล้วให้คนอื่นๆได้ดู ได้เห็น ได้ชื่นชม ได้มากดไลค์ ได้มาแสดงความคิดเห็นเล็กๆน้อยๆ แต่ใครจะเชื่อล่ะครับว่า นั่นแหละคือ จุดเริ่มต้นของโรคเซลฟี่ซินโดรม

     โรคเซลฟี่ซินโดรม มีคนเคยบอกไว้ว่า มันเหมือนยาเสพติดชนิดหนึ่งเลยทีเดียวนะครับ เพราะว่ามันมีการเสพติดยอดไลค์ ยอดวิว และยอดความคิดเห็น พอวันไหนไม่ได้ยอดกดไลค์ หรือได้น้อยลง คนที่เป็นโรคนี้ก็จะรู้สึกหงุดหงิด อารมณ์เสียไปทั้งวันกันเลยทีเดียว

     จากเริ่มแรกที่ถ่ายหน้าธรรมดาๆ แอ๊บแบ๊ว หน้าใสๆ ยอดไลค์ได้ระดับหนึ่ง พอวันหนึ่งไปเห็นคนอื่นได้ยอดไลค์มากกว่า ก็เกิดอาการอยากได้บ้าง ก็เริ่มมีมุมที่น่าดู น่าลุ้นมากขึ้น แน่นอนว่ายอดไลค์ก็ต้องเพิ่มตาม (บางคนไม่ต้องไปเห็นคนอื่น แต่เกิดอาการอิ่มตัวกับมุมเดิมๆ ก็เริ่มหามุมใหม่มันเองซะเลย เหมือนติดยา แล้วต้องการยาเพิ่มเพื่อความหลอน) นานวันไปยอดไลค์นิ่ง หรือลดลง เกิดอาการไม่พอใจในตัวเอง คราวนี้เน้นนมกันไปเลย ยอดไลค์พุ่งกระฉูด อารมณ์ดีไปทั้งวันที่ได้ยอดไลค์ตามที่ต้องการ แล้วถ้านานๆไปอีกล่ะ ไม่พอใจอีกล่ะ ก็แล้วแต่จะคิดกันนะครับ

     หลายคนอาจจะมองว่า เฮ้ย มันไม่จริงหรอก ใครจะไปบ้าทำแบบนั้น แต่คนที่เป็นโรคเซลฟี่ซินโดรมเนี่ย เค้าเป็นจริงๆนะครับ ยิ่งบางคนหนักเลยครับ ต้องเซลฟี่เพื่อเสพยอดไลค์ทุกๆ 1 ชั่วโมง ไม่งั้นจะกระวนกระวาย ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไรทั้งนั้น (บางคนจะเซลฟี่ทุกๆกิจกรรม เพื่อให้ได้ยอดไลค์ ... ดีนะ มันไม่เข้าห้องน้ำไปด้วย เซลขี้ เอ้ย เซลฟี่ไปด้วย)

     บางคนเห็นคนอื่นเซลฟี่โชว์เรือนร่างใส่เพียงชุดชั้นใน ยอดไลค์เพียบ ก็เกิดอาการอิจฉา อยากลองทำบ้าง อยากได้ยอดไลค์แบบนั้นบ้าง อะ...ลองดูสักทีก็พอละ (ให้สัญญากับตัวเองว่า..จะถ่ายแบบนี้ครั้งเดียวจริงๆ) แค่นั้นแหละ พลาดแล้ว พอโชว์เรือนร่าง แล้วยอดไลค์ ยอดความคิดเห็นชื่นชมสูงมากๆ พอกลับไปโพสแค่หน้า แค่เนินอก เฮ้ย ยอดไลค์ตก เสียความรู้สึก เลยต้องลุกขึ้นมาถ่ายโชว์เรือนร่าง เพื่อเสพยอดไลค์สูงๆอีกจนได้

     เคยมีข่าวว่า สาวบางคนโพสเซลฟี่ แต่ยอดไลค์ไม่ได้ตามคาด จิตตก คิดจะฆ่าตัวตายก็มีนะครับ (ฟังมาจากหมออีกที ไม่รู้ว่าจริงรึเปล่า)

     ดูเหมือนว่ามันก็ไม่ได้มีอะไรร้ายแรงเลยใช่รึเปล่าล่ะครับ โรคเซลฟี่ซินโดรมเนี่ย แต่ผมมองว่ามันก็พอจะมีผลกระทบอยู่บ้างนะครับ ที่คิดออกก็ 3 อย่างครับ

     อย่างแรกเลยคือ ร่างกายของเราเอง การเปิดเผยเรือนร่าง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา หน้าอก สะโพก เรียวขา ทั้งตัว หรือแม้กระทั่งของสงวน มันย่อมมีผลต่อเราแน่นอนครับ เกิดไปเดินซื้อของที่ไหนสักที่ แล้วมีคนจำเราได้ ว่าเราโชว์อะไรบ้าง (ถ้าโชว์แค่หน้าตา หรือมีแอบเซ็กซี่เล็กๆ แล้วมีคนชื่นชม ชื่นชอบ ก็ถือว่าไม่เลวร้ายอะไร) แล้วมองดูเราด้วยสายตาแบบหื่นกระหาย เราจะรู้สึกยังไง จะปลอดภัยรึเปล่า ยิ่งถ้ามีคนใจกล้าเดินเข้ามาบอกเราว่า "น้องๆ พี่เอารูปที่น้องโชว์ ไปช่วยตัวเองเสร็จไปเป็น 10 รอบแล้ว น้องเด็ดมากๆ ถ่ายบ่อยๆนะ พี่ชอบ" เราจะยังกล้าภูมิใจรึเปล่า (หรือจะมีคนชอบของแปลก เซลฟี่เพื่อเก็บยอดผู้ชายช่วยตัวเอง)

     อย่างที่สองก็คือ ครอบครัว และคนรอบข้างของเราครับ พวกเขาจะรู้สึกยังไง ถ้าได้รู้ว่า ลูกสาวของตัวเอง เป็นดาวเด่นในเรื่องโชว์ส่วนต่างๆของร่างกาย ไม่เว้นแม้แต่ของสงวนในโลกโซเชียล อันนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากนะครับ เพราะมันก็รู้ๆกันอยู่

     อย่างสุดท้ายก็คือ สภาพจิตใจของเราครับ อย่างที่บอกไปนะครับว่า คนที่เป็นโรคนี้ค่อนข้างจะจิตตกทันที เมื่อไม่ได้ยอดต่างๆตามที่คาดการเอาไว้ พอจิตตกอะไรๆในชีวิตมันก็ดูเหมือนจะเลวร้ายไปซะหมด (คนที่เคยจิตตกกับเรื่องต่างๆ ไม่เฉพาะเซลฟี่ จะเข้าใจดีเลย) พอเป็นแบบนั้นแล้ว สุขภาพจิต สุขภาพกายมันก็จะมีผลกระทบในทางลบทั้งระยะสั้น และระยะยาว

     ผมไม่รู้ว่าในทางการแพทย์นั้นจะมีผลกระทบอะไรอีกบ้างนะครับ เพราะผมคิดออกเพียงแค่นี้

     โรคเซลฟี่ซินโดรม จริงๆแล้วมันก็คล้ายๆโรคขาดความมั่นใจในตัวเองนะครับ เพราะถ้าเป็นที่ยอมรับของสังคมเมื่อไหร่ โรคนี้ก็จะทุเลาลงเอง แต่พอไม่ได้รับการยอมรับ มันก็จะส่งผลกระทบต่อจิตใจทันที (เอ๊ะ ตกลงนี่ผมเขียนถึงโรคอะไรกันแน่เนี่ย)

     หากจะถามว่า แล้วมันมีวิธีแก้ไข หรือรักษาโรคนี้รึเปล่า คำตอบง่ายๆเลยก็คือ บำบัดเหมือนติดยาเสพติดนั่นแหละครับ พยายามออกห่างจากเซลฟี่ พยายามออกห่างจากโลกโซเชียล เพื่อไม่ให้ได้รับรู้ยอดไลค์ ยอดวิว ยอดความคิดเห็นของคนอื่นๆที่เค้าเซลฟี่โชว์ใครต่อใคร ผมคิดว่าเพียงเท่านี้ อาการของโรคเซลฟี่ซินโดรมก็น่าจะทุเลาได้นะครับ

     อ่อ ลืมไปอีกอย่าง เดี๋ยวนี้มีการพัฒนากล้องเซลฟี่กันขึ้นมา ประมาณว่ากล้องที่ถ่ายเซลฟี่แล้วดูดีโคตรๆ อะไรประมาณนั้น แบบนี้คนที่จะเป็นโรคเซลฟี่ซินโดรมคงจะเพิ่มขึ้นอีกพอสมควรแน่ๆครับ (โรคนี้น่ะเป็นยาก แต่ถ้าเป็นแล้วก็เลิกยากเหมือนกัน .. แต่บางคนทำยังไงก็ไม่เป็น เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้ต้องการอะไรจากสังคม และพอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว)

     โลกนี้อยู่ยากขึ้นทุกวันๆ เซลฟี่แต่พอดีก็แล้วกันนะครับ เฮ้อ...ว่าแล้วก็ขอตัวไปดูสาวๆเซลฟี่โชว์นม โชว์เรือนร่างก่อนนะครับ (ไอ้คนกดไลค์สนับสนุนก็ตัวดีเลย ทำให้คนชอบเซลฟี่ เลยเซลฟี่กระจายยยยย)

ตอนที่ 94 (บทความ) _ ขอแบบ...พอดีๆ



ขอแบบ...พอดีๆ

     ประเด็นของความรักมีมากมายหลายแบบ คุยกันชาตินี้ยันชาติหน้ามันก็ไม่จบ และหาข้อสรุปไม่ได้หรอกว่า จริงๆแล้ว ความพอดีของความรักมันอยู่ที่ตรงไหน เพราะแต่ละคนนั้น มีการกระทำ และความต้องการที่ไม่เท่ากัน ความรักมันก็เลยแปรผันตามคนนั้นๆไปด้วยนั่นเอง

     ดีเจพี่อ้อย แห่งคลับฟรายเดย์ เคยบอกเอาไว้ว่า (จำได้ไม่หมด ไม่ตรง แต่คุ้นว่าน่าจะประมาณนี้แหละ) ความรักไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเก่า ที่จะฉายซ้ำๆกันได้ แม้ว่าจะมีตัวอย่างรูปแบบความรักเกิดขึ้นมากมาย แต่พอมันเกิดขึ้นกับใคร ความรักครั้งนั้นก็เหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเก่าอยู่ดี (เอ้า งงๆ งงกันใหญ่ ผมก็งง) สรุปได้ประมาณว่า มันก็เหมือนเล่นเกมนั่นแหละครับ เคยเล่นผ่านด่านนี้มาแล้วแท้ๆ แต่พอมาเล่นใหม่อีกรอบ เอ้า ทำไมรอบนี้เล่นไม่ผ่าน อะไรประมาณนั้น

     จริงๆประเด็นในการเขียนวันนี้ เกิดขึ้นมาจาก ความคิดเห็นในกระทู้พันทิปครับ (พันทิปอีกละ) มีผู้หญิงคนหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นถึงสาวๆ ที่ชอบทำตัวติดแฟนได้น่าสนใจทีเดียว โดยเธอเขียนไว้แบบนี้ครับ...

     "ไม่รักตัวเอง คือพอมีแฟน หรือหลงรักใครปุ๊ป ทุ่มให้หมดทุกอย่าง เค้าอยากได้อะไร สรรหามาให้หมด ใช้เวลาไปกับเค้าแบบเกาะติด  วันๆรอแต่เค้าจะทักมาไหม จะมาหาเราไหม แทนที่จะเอาเวลาไปทำมาหากิน ทำสวย-หล่อ ใช้เวลาไปกะครอบครัว-เพื่อนฝูงแบบปกติ มัวแต่ไปเกาะติดอีกฝ่ายจนเกินไป บอกเลยคนแบบนี้ ไม่มีเสน่ห์ค่ะ จะ ผช ผญ อีกฝ่ายก็เบื่อ

     อย่าเป็นฝ่ายไล่ตามจนฝืนตัวเอง เวลาล้มเค้าไม่หันกลับมาง่ายๆหรอกนะ เอาแบบพบกันครึ่งทาง มีพื้นที่ส่วนตัวบ้าง แบบนี้จะคบกันได้ยาวค่า" (ไม่รู้ว่าผู้หญิงเขาเก็บกดอะไรรึเปล่านะครับ รู้สึกเหมือน...มาเต็มยังไงก็ไม่รู้)

     ผมได้อ่านแล้วก็ เฮ้ย มันจริงแฮะ อะไรที่มากไป มันก็ไม่ดี หรืออะไรที่มันน้อยไป มันก็ไม่ดี แต่พอเอาจริงๆนะครับ พอเหตุการณ์ความรัก ความหลงมันเกิดขึ้นกับเราแล้ว ผมเชื่อว่าเกินครึ่ง จะลืมข้อนี้ไปเลย ความรักน่ะ ไม่เกิดกับตัวจะไม่มีทางเข้าใจเลยครับ

     ยิ่งคนที่ไม่เคยมีแฟน หรือรักแรกนี่ อาการค่อนข้างหนักครับ จะทุ่มเท จะติดหนึบ กลัวจะเสียเค้าไปครับ จนกลายเป็นความอึดอัดไปเลย (ไม่ใช่ทุกคนนะครับ แค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะบางคนก็รู้จักสร้างระยะห่างที่พอเหมาะ) ยกตัวอย่างการติดหนึบกันดูนะครับ (ประสบการณ์จริงทั้งนั้น จากเพื่อนๆทั้งหลายที่เล่าสู่กันฟัง อ่อ ไม่ขอยกตัวอย่างการทุ่มเทนะครับ เพราะไม่ค่อยมีคนบ่น มีแต่คนบอกว่าชอบ)

     ญ : (โทรศัพท์หาแฟนหนุ่ม) เธอ ทำอะไรอยู่เหรอ เลิกเรียน / ทำงาน แล้วไม่ใช่เหรอ
     ช : อ่อ เราทำงานส่งอาจารย์ / หัวหน้าอยู่น่ะ
     ญ : เหรอ มาหาเราตอนนี้ได้มั้ย
     ช : เดี๋ยวขอทำงานเสร็จก่อนนะ แล้วจะรีบไปหาเลย
     (ณ ตรงนี้ ถ้าเป็นคนที่รู้จักสร้างระยะห่าง หรือเข้าใจกัน จะตอบว่า ตกลง แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ...)
     ญ : ไม่ได้ เธอต้องมาเดี๋ยวนี้ (เริ่มขึ้นเสียง)
     ช : เดี๋ยวสิเธอ ขอทำงานเสร็จก่อนนะ (บางคนทำเสียงขอร้อง แต่บางคนขึ้นเสียงสวนไปเลย)
     ญ : ไม่รู้ล่ะ ถ้าเธอไม่มาตอนนี้ เราจะงอล หรือไม่ก็ ไม่พูดอะไร แต่วางสายเลย
     (ปัจจุบันคู่นี้ เลิกรากันไปแล้ว ไม่รู้ว่าเพราะอะไร ไม่ได้ถาม)

     ช : (โทรศัพท์หาแฟนสาว) เธอ ทำอะไรอยู่เหรอ
     ญ : กำลังคุยกับเพื่อนๆอยู่ เพือนชวนไปเที่ยวคืนนี้
     ช : เที่ยวอะไร ที่ไหนเหรอ
     ญ : อ่อ ...ชื่อร้าน... ผับน่ะ
     ช : ไม่ไปได้มั้ย
     ญ : อ้าว ทำไมล่ะ ไปเที่ยวกับเพื่อน นานๆทีเอง
     ช : ก็ไม่อยากให้เธอไปเจอผู้ชายน่ะสิ แล้วในกลุ่มมีเพื่อนผู้ชายมั้ย
     ญ : มี 2 คน
     ช : ไม่รู้ล่ะ เราไม่อยากให้เธอไป
     (นี่คุณเอ็ง จะไม่คิดให้แฟนมีเพื่อนผู้ชาย หรือเจอผู้ชายคนอื่นๆบนโลกนี้เลยรึไงเนี่ย คุณเอ็งก็หวงเกิ๊นนน ... แต่ปัจจุบันมันก็ยังรักกันอยู่นะ คาดว่าน่าจะเริ่มเข้าใจชีวิต)

     ยังมีอีกหลากหลายเหตุการณ์ ที่มันชวนอึดอัดเวลามีแฟน แล้วแฟนทำตัวติดหนึบ หรือเอาแต่ใจเกินไป เช่น แฟนจะไปงานเลี้ยง ก็จะขอไปด้วย ทั้งๆที่เป็นงานเลี้ยงเฉพาะกลุ่ม, แฟนจะกลับบ้าน ก็ไม่อยากให้กลับ เพราะตัวเองจะเหงา, แฟนอยากได้เสื้อตัวนั้น แต่เราบอกไม่สวย เอาตัวนี้แทนดีกว่า, ตัวเองจะไปทำงานส่งอาจารย์กับเพื่อนๆ แต่ก็ดันหนีบแฟนไปนั่งเป็นหมาเหงา นั่งเฝ้า นั่งรอ ฯลฯ (ยกเว้นถ้ามีแฟนตามใจ สบายๆ อะไรก็ได้ เรื่องแบบนี้จะถือว่า ชิวๆมาก)

     หลายๆอย่างของการกระทำที่เกินพอดี มันจะเป็นปัญหาเล็กๆที่สะสม และบั่นทอนความรู้สึกรัก และเป็นห่วงลงได้ แล้วพอนานวันไป มันก็จะสะสมจนใหญ่ขึ้นมาก จนมันพร้อมที่จะระเบิด แล้วก็ถึงจุดจบของคู่รักได้นะครับ

     แฟนจะไปงานเลี้ยง...ไปเถอะ เดี๋ยวฉันก็จะไปบ้างเหมือนกัน, แฟนจะกลับบ้าน...ไปเถอะ แล้วเราก็เงียบหาย ไม่โทรศัพท์ไปถามไถ่เลย ว่าถึงบ้านรึยัง, แฟนอยากได้เสื้อตัวนั้น...อ่อ สวยดีนะ พูดแค่นั้น แล้วก็ไปเดินดูของต่อ โดยไม่ได้พูดบอกให้แฟนว่า ถ้าอยากได้ ก็ซื้อเลย, ตัวเองจะไปทำงานส่งอาจารย์กับเพื่อนๆ...แต่ไม่บอกกล่าวแฟนเลยว่าจะไปไหน ปล่อยให้แฟนมารู้ทีหลัง ฯลฯ

     เช่นกันว่า หลายๆอย่างของการกระทำที่ดูห่างเหินเกินไป มันก็บั่นทอนความรูู้สึก จนสะสมแล้วรอระเบิดได้เช่นกัน

     ความรัก ผมว่ามันเป็นชื่อเรียกของหลายๆสิ่งที่มีคุณค่าที่ดีผสมกันนะ ไม่ว่าจะเป็นความเข้าใจกัน ความเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน การยอมรับข้อเสียของกันและกัน และอีกมากมาย ซึ่งแต่ละคนก็จะมีแตกต่างกันออกไป

     ทิ้งท้ายบทความนี้ไว้ว่า "ติดกันแค่พอดี ห่างกันแค่พอห่วง" แบบนี่แหละครับ ที่ทั้งผู้ชาย และผู้หญิงต้องการ

ตอนที่ 93 (บทความ) _ ไขข้อข้องใจ ทำไมสาวอวบอ้วนถึงไม่มีใครสนใจ



ไขข้อข้องใจ ทำไมสาวอวบอ้วนถึงไม่มีใครสนใจ

     ผมได้ไปตั้งกระทู้ในพันทิปกระทู้หนึ่งว่า "ทำไมถึงชอบสาวอวบ...อ้วน" (หมายเลขกระทู้ 32808133) โดยตอนที่เขียนกระทู้นี้ขึ้น ก็ไม่ได้คิดอะไรมากมาย ผมก็แค่หยิบเอาความคิด และชีวิตจริงของตัวเองมาเขียนก็เท่านั้นเอง ว่าทำไมผมถึงชอบสาวอวบอ้วน แล้วก็ไม่ทราบว่ามันไปทำอีท่าไหน (สงสัยท่าตะกายฝาบ้าน) มันได้รับความนิยมมาก จนกระโดดขึ้นไปเป็นกระทู้แนะนำเฉยเลย แล้วในกระทู้ก็มีคนมาเสนอความคิดเห็นเยอะมาก จนทำให้ผมรู้ว่า สาวอวบอ้วนเนี่ย มีเยอะจริงๆ แล้วส่วนมากก็จะโสดด้วย ทำให้ผมคิด และเขียนบทความนี้ขึ้นมา
     
     ในปีๆหนึ่ง คุณเห็นการประกวดสาวงามกี่เวที...คิดไปก็เหนื่อย เพราะมันเยอะมาก (แล้วจะถามทำไม) แต่ถ้าจะให้พูดถึงเวทีใหญ่ๆก็เช่น เวทีนางสาวไทย เวทีมิสทีนไทยแลนด์ เวทีไทยซุปเปอร์ไฮเวย์ เฮ้ย ไม่ใช่ละ ไทยซุปเปอร์โมเดล ฯลฯ แล้วไหนจะเวทีตามเทศกาลต่างๆอีกล่ะ นางงามสงกรานต์ นางงามลำไย นางงามลิ้นจี่ (ประกวดไป กินลิ้นจี่ไป) ฯลฯ ถามหน่อยเหอะว่า มีสาวอวบอ้วนได้ผ่านการคัดเลือกเข้าไปประกวดบ้างรึเปล่า...ไม่มี (มันจะมีได้ไงวะ ถามแมวๆ แค่เกณฑ์การรับสมัคร ก็ไม่ผ่านแล้ว)

     ถ้าจะมีเวทีที่ให้สาวอวบอ้วนประกวดน่ะเหรอ หึหึ โน้นเลยครับ เวทีธิดาช้าง (อาจจะมีมากกว่านี้หลายเวที แต่ผมรู้จักอยู่เวทีเดียว) แน่นอนว่าการตัดสินสาวงามมันก็เหมือนกับการตัดสินเวทีสาวงามทั่วๆไป คือ ต้องมีเสน่ห์ และมีความสามารถนั่นเอง อะ...ใครได้ตำแหน่งธิดาช้างไปก็น่าภูมิใจใช่มั้ยล่ะครับ เพราะเป็นสาวอ้วนที่ทั้งมีเสน่ห์ และมีความสามารถในคนเดียวกัน แต่เดี๋ยวก่อน...

     แล้วเวทีนี้ และตำแหน่งธิดาช้างที่ได้มาครอบครอง มันต่อยอดไปไหนต่อได้รึเปล่า...ไม่มีนะ ไม่เคยเห็นใครได้ตำแหน่งธิดาช้างแล้วจะได้เข้าวงการบันเทิง วงการนางแบบ (หรือไปนั่งคุยกับคุณ สอลายุด ที่ช่องน้อยสี) ก็แน่ล่ะ มันจะต่อยอดไปไหนได้ล่ะ ก็เวทีนี้เขาจัดขึ้นมาเหมือนเป็นเวทีสร้างความบันเทิงให้คนอ้วนเฉยๆนิ ไม่ได้ใส่ใจ หรือสำคัญอะไร (หากผมเข้าใจผิด ก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ เพราะผมไม่รู้ถึงจุดประสงค์ของการประกวดจริงๆ)

     หรือว่าจะมีเวทีประกวดธิดาช้างจักรวาล เฮ้ยยยยยย มันจะมีจริงๆเหรอ คงเป็นไปไม่ได้หรอก (เอ๊ะ หรือว่ามันจะมี ... ถ้ามี ผมก็ขออภัยด้วย)

     เห็นมั้ยล่ะครับว่า เวทีประกวดสาวงามมีเยอะมาก (เวทีสาวอ้วนมีอยู่เวทีเดียวเอง) แล้วแต่ละเวทีก็จะมีสาวหุ่นดีๆ เข้าประกวดทั้งนั้น พอเป็นแบบนี้แล้ว กระแสโลก และกระแสสังคม จึงถูกปลูกฝังว่า สาวหุ่นดี คือ คนที่สวย และน่ารักมากกว่าสาวอวบอ้วนมาจนถึงทุกวันนี้ (ถ้าสมัยก่อนนิยมสาวอวบอ้วน ป่านนี้สาวหุ่นดีก็คงท้อใจเหมือนสาวอวบอ้วนทุกวันนี้แหละ มันคงสลับกันแน่ๆ) ทั้งๆที่สติปัญญา ความสามารถ จิตใจภายใน สาวทั้งสองแบบก็แทบจะไม่ต่างกันเลย แต่สุดท้ายแล้ว สาวอวบอ้วนกลับไม่มีใครสนใจ

     หากจะมีใครสักคนที่กล้าแหวกแนว ประกาศจัดเวทีการประกวด "นางสาวไทย ไซส์อบอุ่น" ถอดทอดสดไปทั่วประเทศขึ้นมาล่ะก็นะ เชื่อหัวไอจ้อนแมนสิว่า (มันมาเกี่ยวไรวะ ไอจ้อนแมนเนี่ย) ไม่ช้าไม่นาน สาวอวบอ้วนได้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่นอน (ดีนะ ไม่เททิ้ง เสียดายแย่)

     หลักเกณฑ์การสมัครเข้าประกวดก็เอาง่ายๆ สูงเท่าไหร่ก็ได้ แต่น้ำหนักให้อยู่ระหว่าง 60-120 กิโลกรัม เป็นคนที่สุขภาพแข็งแรง สามารถทำงานได้เหมือนคนทั่วไป ฯลฯ รางวัลก็เอาเป็น ได้เข้าสู่วงการบังเทิง และเป็นทูตแห่งอาหารประจำประเทศไทย ฯลฯ ถ้าเป็นแบบนี้นะ เชื่อหัวแฮรี่ ล็อกเกอร์สิว่า (ไอ้นี่มันเป็นใคร แฮรี่ ล็อกเกอร์) สาวอวบอ้วนจะแห่มาประกวดกันตรึม แล้วกระแสสาวอวบอ้วนก็จะมาแน่นอน

     ณ สถานที่จัดงานการประกวด "นางสาวไทย ไซส์อบอุ่น"
     "พี่ๆ ขาเวทีการประกวดน่ะ เอาเป็นเสาคอนกรีตเลยมั้ย" เจ้าหน้าที่จัดงาน สอบถามเจ้าของการประกวด

     "แค่ขาเวทีไม่พอหรอกน้อง น้องต้องเทพื้นคอนกรีตด้วยเลย" เจ้าของการประกวด บอกกับเจ้าหน้าที่จัดงาน

     "โอเคพี่ เดี๋ยวผมออกแบบพื้นรับแรง 500 กิโลกรัมต่อตารางเมตรให้เลย" เจ้าหน้าที่จัดงาน รับปาก ... (ก็ว่ากันไป)

     สาวอวบอ้วนจะเป็นที่ต้องการได้ก็ต่อเมื่อ...สังคมให้ความสำคัญ และยอมรับครับ ยอมที่จะให้สาวไซส์ใหญ่ทำงานต่างๆเทียบเท่ากับสาวไซส์ปกติ หรือสาวไซส์เล็ก (บางงานที่ทำได้นะครับ ไม่ได้เหมารวมไปหมดทุกงานบนโลกนี้) เช่น พริตตี้ ในเมื่อมีพริตตี้ไซส์เล็ก หุ่นดีๆ อกตูมๆได้ ก็ควรมีพริตตี้ไซส์ใหญ่ได้เช่นกัน (อกตูมว่าพริตตี้ไซส์เล็กเยอะ) เพื่อให้สาวไซส์ใหญ่ได้เป็นที่ยอมรับบ้าง จริงๆหน้าที่ของพริตตี้คือ แนะนำ และตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้า และผลิตภัณฑ์นั้นๆนะครับ ซึ่งผมเชื่อว่า สาวไซส์ใหญ่ ก็ทำได้ไม่แพ้สาวไซส์เล็กหรอก

     สาวเชียร์เบียร์ สาวไซส์ปกติ ไซส์เล็กทำได้ ก็น่าจะให้สาวไซส์ใหญ่ทำดูบ้าง เพียงแต่ว่า อาจจะต้องจัดช่องทาางเดินให้กว้างขึ้น และห้ามเดินสวนกัน แล้วก็ไม่แน่นะครับ ร้านนั้นก็อาจจะบูมเพราะ หนุ่มๆที่ชอบไซส์ใหญ่ แห่ไปอุดหนุนก็ได้ (แถมโปรฯ สั่ง 3 ขวด ให้กัดแขนเบาๆได้ 1 ที แก้มันเขี้ยว) แล้วสาวไซส์ใหญ่ก็จะเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

     ถ้ามีการแบ่งงานให้สาวไซส์ใหญ่ทำบ้างจริงๆ แรกๆสังคมก็อาจจะมองดูแปลกๆ ที่ทำไมกล้าทำอะไรแหวกแนวแบบนั้น แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าทำไปไม่นาน สาวไซส์ใหญ่ก็จะเป็นที่ยอมรับ และเป็นที่ต้องการของสังคมมากขึ้นแน่นอน ดีไม่ดี อาจจะเป็นไฟลามทุ่ง (ไฟไหม้ ดับเพลิงๆ) อยู่ๆก็นิยมขึ้นมาอย่างมาก จนสาวไซส์ปกติ ไซส์เล็กตกงานก็ได้ ใครจะไปรู้

     หรือถ้าจะมีใครกล้าแบบสุดๆ จัดให้สาวไซส์ใหญ่แจ้งเกิดเป็นนางเอกละครล่ะก็นะ รับรองว่า ไม่นานหรอก สาวไซส์ใหญ่ขายดีแน่นอน (แต่ใครจะกล้าเสี่ยงล่ะเนอะ)

     อีกหนึ่งปัญหาที่สาวไซส์ใหญ่ไม่เป็นที่ยอมรับ และสนใจจากสังคมก็คือ เรื่องสุขภาพ ต้องยอมรับเลยว่า สาวอวบอ้วน ค่อนข้างจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพง่ายกว่าสาวไซส์ปกติ ไม่ว่าจะเป็น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดัน ฯลฯ แล้วบางมีมันก็พาลไปถึง โรคขี้เกียจ ซะอีกโรคด้วย .. แน่นอนว่าผู้ชายก็ต้องการคนที่แข็งแรง ปลอดโรคมาเป็นคู่ชีวิต ทำให้สาวอวบอ้วนเสียคะแนนตรงนี้ไปเยอะเลย

     หากสาวอวบอ้วนดูแลสุขภาพให้ดีๆกันทุกคน ไม่มีข่าวว่าป่วยง่าย หรือขี้เกียจทำอะไร รับรองว่า ไม่นานสาวอวบอ้วนต้องเป็นที่ยอมรับของสังคมแน่นอน

     แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสาวหุ่นดี สาวผอม หรือสาวอวบอ้วน ชีวิตคู่ที่แท้จริงมันต้องดำเนินไปด้วย "ความรัก" "ความเข้าใจ" และ "การยอมรับซึ่งกันและกัน" นะครับ (แต่ตอนนี้ตรูขอให้มีคนมาจีบตรูก่อนเถอะ ตรูโสดมานานแล้วววว สาวอวบอ้วนโสดๆอยู่นี่จ้า มาพาลงจากคานที...เอ๊ะ เสียงใคร)

     ก่อนที่จะจบบทความนี้ ผมอยากจะบอกกับสาวอวบอ้วนทุกคนว่า...กินข้าวกันมั้ยยยยยยยยย เฮ้ย ไม่ใช่ละ ผมอยากจะบอกว่า...ลองมองดูรอบๆสิครับ สาวสวยหุ่นดีๆน่ะ เป็นโสด โดนทิ้งแล้วทิ้งอีก หรือขึ้นคานก็เพียบนะครับ สาวอวบอ้วนที่มีคู่ที่ดี ก็เยอะนะครับ อย่าหมดหวังครับ สู้ต่อไปธิดาช้าง (ตึงโป๊ะ)

ตอนที่ 92 (บทความ) _ ลอยกระทง



ลอยกระทง

     ลอยๆกระเทย เอ้ย ลอยๆกระทง หรือไม่ก็ วันเพ็ญเดือนสยอง เอ้ย วันเพ็ญเดือนสิบสอง ต่างก็ถูกหยิบมาร้องแซวเล่นกันขำๆ ในวันประเพณีลอยกระทงแทบทุกปี แล้วปีนี้ก็ไม่เว้นเช่นกัน เพราะได้ยินเยอะมากๆ

     ลอยกระทงปีนี้อากาศไม่ได้หนาวเย็นเหมือนทุกๆปีที่ผ่านมา บางจังหวัด บางพื้นที่นอกจากจะไม่หนาวแล้ว ยังทะลึ่งฝนตกอีกต่างหาก เล่นเอาซะงานกร่อยเลย ยกตัวอย่างบ้านผมที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้ข่าวว่าฝนตกมันซะทั้งวันทั้งคืน งานประกวดขบวนกระทงเล็ก กระทงใหญ่ กร่อยเลยทีเดียว เพราะกระทงที่จะเอาประกวดได้รับความเสียหาย แล้วคนก็ออกมาเที่ยวน้อยมากทีเดียว

     ผมจำไม่ได้นะครับว่า งานลอยกระทงที่อากาศหนาวจริงๆนั่นน่ะ เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อไหร่ เพราะผมรู้สึกว่าระยะหลังๆมานี่ ช่วงลอยกระทงอากาศไม่หนาวเท่าไหร่ อย่างมากก็แค่เย็นๆ ปีนี้ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะร้อนมาก บางที่ก็ฝนตกกันไปเลย

     เรื่องสภาพอากาศช่างมันเถอะครับ เพราะเราไปทำอะไรมันไม่ได้หรอก เรามาสนใจเรื่องการไปลอยกระทงกันดีกว่าครับ

     ปีนี้ผมไปลอยกระทงที่...ที่ไหนล่ะ ไม่ได้ไปลอยน่ะสิ ที่ไม่ได้ไปลอยกระทงก็ไม่ใช่อะไรหรอกนะครับ พอดีว่ารถมันติดมากเกินไป กว่าจะไปถึงสายน้ำก็ดึกแล้ว กว่าจะลอยเสร็จ กว่าเดินทางกลับถึงห้อง อาบน้ำ นอน มันก็คงจะดึกเกินไปแล้ว ผมเลยไม่ลอยมันซะเลย

     กลับมาอยู่ที่ห้องก็คิดว่า เอ...วันนี้วันลอยกระทง เราจะทำอะไรพิเศษดีล่ะ คิดๆไปก็คิดได้ว่า เมื่อก่อนตอนที่อยู่บ้านที่เชียงใหม่ เราจุดประทีปรอบบ้านเลย พอปิดไฟ แหม...แสงประทีปสวยเชียว ว่าแล้วก็จัดการเลยครับ เอาเทียนไหว้พระนี่แหละ จุดแทนประทีปมันซะเลย พอปิดไฟ อืม...สวยเหมือนกัน ได้บรรยากาศดีทีเดียว แต่เสียอยู่อย่างคือ มันร้อน

     บทความนี้สั้นลงเยอะมาก หากจะเทียบกับทความก่อนๆ สาเหตุก็เพราะว่า งานเยอะครับ แต่ก็อยากจะอัพเดทสักหน่อย เลยเขียนแบบสั้นมาอัพเดทครับ

ตอนที่ 91 (บทความ) _ กว่าจะรู้ตัว ก็อาจจะสายไปแล้ว



กว่าจะรู้ตัว ก็อาจจะสายไปแล้ว

     (บทความนี้ ติดเรท 20+ มีความทะลึ่ง และคำหยาบปนอยู่ด้วย แต่ก็อาจจะ(เกือบ)ฮานิดๆ ผู้ปกครองควรให้คำแนะนำแก่บุตรหลาน เด็ก เยาวชน สตรีมีครรภ์ และคนชรา)

     ข่าวน้องม๊อบ แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวที่น่ารักที่สุดในสามโลกออกมาไม่นาน หนุ่มๆต่างพากันฮือฮา ถามหาว่าร้านก๋วยเตี๋ยวนั้นอยู่ที่ไหน จะได้ไปอุดหนุน (เชื่อสิ ว่ามันไม่สนใจก๋วยเตี๋ยวกันหรอก มันจะไปส่องแต่แม่ค้าล่ะไม่ว่า) ข่าวช่วงแรกน้องม๊อบได้ออกมาบอกว่า ที่เห็นลวกก๋วยเตี๋ยวอยู่นั้น ไม่ใช่ที่ร้านของตนเอง แต่เป็นร้านของเพื่อน น้องแค่ไปช่วยทำก๋วยเตี๋ยวเฉยๆ (ไงล่ะ ไม่ถามหาร้านก๋วยเตี๋ยวกันแล้วเหรอ พวกเอ็งๆทั้งหลาย)

     แล้วล่าสุดของที่สุด ที่ทำให้ช็อกกันไปทั้งสามโลกก็คือ น้องม็อบเป็นสาวประเภทสอง หรือกะเทยนั่นเอง  "หนุ่ม" กรรชัย พิธีกรรายการที่น้องม็อบไปออกอากาศ พอได้ยินครั้งแรกถึงกับเหวอ หันไปถามทีมงานในสตูฯว่าจริงเหรอ ทีมงานก็ได้แต่เหวอกลับ เพราะไม่มีใครรู้มาก่อนเลย ว่าน้องม็อบเป็นเทย (กูก็เหวอเหมือนกัน ที่รู้ครั้งแรก)

     น้องม็อบ เธอน่ารักมากๆ ไม่มีเค้าโครงของผู้ชายเลยแม้แต่น้อย ถ้าจะบอกว่าเธอคือ ปอย ตรีชฎา รุ่นที่สองก็คงจะไม่ผิด เพราะความน่ารักกินกันแทบไม่ลง และที่สำคัญ มองไม่ออกเลยว่าเป็นเทย (ผมว่าให้ผู้ชาย 100 คนมาดูเลย ผมว่า 95 คนดูไม่ออกหรอก และผมก็อยู่ใน 95 คนนั้นด้วย)

     หลังจากที่ข่าวของน้องม็อบสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ชายทั้งสามโลกแล้ว (บางคนสะเทือนถึงอาวุธประจำกาย เพราะเก็บไปฟินกันซะหลายรอบแล้ว) ผมก็ลองไปถามกูเกิลดูว่า มีเทยน่ารักแบบน้องม็อบอีกเยอะรึเปล่า กดค้นหาปุ๊บ โอ้ว...แม่เจ้า นี่มันเทยจริงๆเหรอเนี่ย เพราะทั้งสวย ทั้งน่ารักกว่าชะนีที่เต็มบ้านเต็มเมืองมากเลย แถมบางคนก็ยังดูไม่ออกเลย ว่านี่คือเทยจริงดิ (แต่เจอตัวจริงๆ ก็อาจจะดูออก เพราะมันมีมุม มีกริยาท่าทาง อีกทั้งน้ำเสียงอีกด้วย)

     ผมมาลอง ควย เฮ้ย ลืมจุดๆๆ ค.ว.ย. (คิด วิเคราะห์ แยกแยะ) ถึงที่มา และสาเหตุอะไร ที่ทำให้พวกนายกลายเป็นเทยได้กันนะ

     มองกันที่จุดแรกเลยคือ  สังคมที่นายเข้าไปอยู่รึเปล่า บางทีอาจจะมีเพื่อนเป็นผู้หญิงเยอะกว่าเพื่อนผู้ชาย มันเลยซึมซับความเป็นผู้หญิงเข้ามาเรื่อยๆๆ จนในที่สุดก็แปลงกาย จากชายเป็นหญิงมันซะเลย  แต่เอ๊ะ ไอ้บางนายมันอยู่โรงเรียนชายล้วน มันก็ยังแปลงกายได้เลยนี่หว่า หรือบางนายมันก็ไปอยู่ในกลุ่มผู้หญิงเยอะๆ มันกลายเป็นคาสโนว่าแทนก็มี งั้นนี่คงไม่ใช่สาเหตุหลักแล้วล่ะ (ไอ้พวกหลังนี่ อิจฉามัน อยากมีสาวๆรุมล้อมแบบมันบ้าง)

     หรือจะเป็นที่ครอบครัว และการเลี้ยงดู นายอาจจะติดแม่มากกว่าติดพ่อก็ได้ หรืออาจจะมีพี่สาวที่ชอบทำตัวงุงิ (มันคืออะไรวะ งุงิ) เห็นแม่ และพี่สาวแต่งตัว แต่งหน้า มีเอว มีนม เลยเกิดอาการฝังใจ เลียนแบบ แปลงกายจากนายเป็นหญิงมันซะเลย แต่เอ๊ะ แล้วไอ้ที่อยู่กับแม่แค่สองคน แต่ก็ยังเป็นแมนเต็มร้อยล่ะ ไหนจะพวกที่มีแต่พ่อ แล้วดันเป็นเทยอีก งั้นนี่ก็คงไม่ใช่สาเหตุหลักอีกเหมือนกัน (เคยเห็นบางครอบครัว มีพ่อ แม่ และลูกอีก 2 คน แต่ลูกสองคนนั้น จากชายเป็นหญิง แล้วหญิงก็กลายเป็นชาย โอ๊ะ อะไรมันจะเข้าใจยากขนาดนั้น)

     หรือว่า...มันจะมีเชื้อเทยตั้งแต่อยู่ในไข่พ่อแล้ววะ พอพ่อมันฟิตเจอริ่งกับแม่ (ซี๊ด อ่า ซี๊ด อ่า จะเสร็จแล้วๆๆ แบบนั้นแหละๆ..) แล้วตูมมมม...ปล่อยน้ำเชื้อใส่รังไข่ของแม่ แล้วไอ้สเปิร์มตัวที่เข้าวิน ดันทะลึ่งเบี่ยงเบนตั้งแต่ตอนนั้นเลยกันนะ พอเกิดมาตัวเป็นชาย แต่ใจดันเป็นหญิงมาตั้งแต่เกิดซะงั้น อืม...น่าคิดๆ แต่มันจะใช่เหรอวะ

     เอาเหอะ ขี้เกียจ ค.ว.ย. ละ ไม่ว่าสาเหตุมันจะเกิดมาจากอะไรก็เถอะ รู้แค่ว่าตอนนี้ โลกมันชักจะอยู่ยากขึ้นทุกวันแล้วนะ ชายเป็นหญิง หญิงเป็นชาย ชายรักชาย หญิงรักหญิง ทอมรักเทย ทอมรักทอม โอ๊ยยย ไล่ไม่หมด งง จริงๆเว้ยยย (เกาหัวแคร่กๆๆ) นี่ยังดีนะที่ตอนนี้ยังมีแค่แปลงเพศจากชายให้กลายเป็นหญิง ถ้าในอนาคตมีแปลงเพศจากหญิงเป็นชายได้เมื่อไหร่ล่ะก็นะ (ใส่อาวุธประจำกายของผู้ชายเข้าไปได้ เออ...มันคงเลือกขนาดได้แน่ๆเลย จะเอาเล็ก ใหญ่ สั้น ยาว โห...แค่คิด ผู้ชายจริงๆก็แพ้แล้ว) โลกแตกแน่ๆ

     ในอนาคตข้างหน้า ก่อนที่จะสนใจใคร จีบใคร คงต้องมีการขอดูสูติบัตรกันก่อนแล้วล่ะมั้งครับ (คงฮาเนอะ ไปไหนมาไหน ต้องพกสูติบัตรไปด้วย) เพราะดูแค่บัตรประชาชนอย่างเดียว มันก็อาจจะยังไม่ชัวร์ 100% เกิดว่าไปเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนานสกุล ที่มันอ่านแล้วเป็นผู้หญิ๊งงงง ผู้หญิง (ถ้ากฏหมายให้เปลียนคำนำหน้าจาก นาย เป็น นางสาวได้แล้วนะ) แต่แท้จริงแล้วเป็นเทย ก็คงจะวุ่นน่าดู เอ๊ะ เดี๋ยวนะ ดูสูติบัตรแล้วจะได้อะไร ในเมื่อถ้าตอนนั้นเขาเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนนามสกุลได้แล้ว ดีไม่ดีสูติบัตรก็ทำขึ้นก็ได้ (เออว่ะ...ทำไมเอ็งโง่แบบนี้)

     เมื่อก่อนนี้เวลาไปเที่ยวกลางคืน มึนๆ เมาๆ สถานที่มืดๆ เจอสาวสวยๆ มองหน้าถูกใจ แต่พอถ้าล้วงเจอหาง (อาวุธประจำกาย) นั่นล่ะเทย ให้ระวังตัวให้ดี แต่เดี๋ยวนี้ล้วงเจอหอย หึหึ อย่าคิดว่าปลอดภัย บางทีเธออาจจะผ่ามาแล้วก็ได้ ลองได้คบดูใจกัน ผ่านบทรักฟิตเจอริ่งกันสัก 30 รอบ โอ้ย หอยฟิต สตาร์ทติดง่าย (หอยนะมึง ไม่ใช่รถมอไซค์) มันส์ ลีลาเด็ด นี่แหละผู้หญิงชัวร์ 100% แต่วันหนึ่งพอมารู้ความจริงทีหลังว่าแท้จริงแล้วเธอคือ เทย ก็อาจจะสายไปแล้ว ที่ว่าสายไปนี่ ไม่ใช่ว่าจะรังเกียจอะไรหรอกนะครับ แต่สายไปแล้วที่ว่าเนี่ย คือ รักเธอไปแล้วหมดหัวใจ ถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว ก็แหม...ฟิตเจอริ่งมันส์ขนาดนั้น ใครจะถอนตัวได้ง่ายๆล่ะ (นี่เอ็งไม่ได้มองอย่างอื่นเลยใช่มะ สนใจแต่ฟิตเจอริ่งอย่างเดียวเลยรึไง)

     เทยก็ใช่ว่าไม่มีดีนะครับ เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนนี้ ภาพลักษณ์ของเทยค่อยข้างจะดูไม่เป็นที่ยอมรับในสังคมสักเท่าไหร่ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ สังคมเปิดกว้างมากขึ้น เทยเลยมีพื้นที่ในสังคมมากขึ้น การยอมรับก็มากขึ้น แต่จริงๆแล้วเทยแบ่งออกได้ 2 ประเภทนะครับ อืม...ไม่ใช่เทยอย่างเดียวสิ คนทั้งโลกเลยจะดีกว่า ที่แบ่งได้ 2 ประเภท นั่นก็คือ คนดี กับคนไม่ดีไงล่ะครับ เทยที่ดี คนก็จะยอมรับ ส่วนเทยที่ไม่ดี ใครมันจะอยากยอมรับล่ะ จริงรึเปล่าล่ะครับ

     ถามต่อว่า เทยที่ดี เป็นยังไง ตอบง่ายๆเลยครับว่า ผู้ชายที่เป็นคนดี แต่ใจเป็นหญิง เลยกลายร่างเป็นเทย แล้วคนๆนั้นก็พยายามรักษาความดีไว้ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของสังคมนั่นเอง เธอจะพยายามทำตัวน่ารัก ไม่ระรานใคร พยายามทำตัวให้เป็นผู้หญิงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะแค่เธอเป็นเทย คนบางส่วนก็ไม่ค่อยยอมรับตัวเธอแล้ว ขืนยิ่งไปทำตัวไม่ดีอีก มันก็จะทำให้ไม่มีที่ยืนในสังคมน่ะสิ ในปัจจุบันนี้เราเลยได้เห็นเทยที่ทำตัวน่ารัก ทำตัวมีประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ค่อนข้างจะทำตัวมีปัญหา เรียกร้องความสนใจจากสังคม บางทีก็มีตบตีกันแย่งผู้ชาย (เดี๋ยวนี้เทยไม่ตบแย่งผู้ชายแล้ว เพราะเป็นหน้าที่ของชะนีแทน เฮ้ย...มันใช่เหรอ)

     ข้อดีของเทยอีกข้อที่โดดเด่นสุดๆก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง...ฟิตเจอริ่งนั่นเอง ไม่ได้จะบอกว่า เทยฟิตเจอริ่งมันส์กว่าชะนีนะ แต่จะบอกว่า เอ็งฟิตเจอริ่งได้เต็มที่เลย จะแตกใน แตกนอก รับรองว่ามันไม่ท้องชัวร์ 100% (เออ...ข้อมูล ณ ตอนนี้นะ ไม่แน่ว่าในอนาคต อาจจะใส่รังไข่เอาไปให้เทยท้องได้ก็ได้ คงยุ่งกันอีกล่ะสิ) ฟิตเจอริ่งกับชะนี ต้องระวังห้ามแตกใน หรือถ้าจะแตกในก็ต้องนับวัน หรืออาจจะต้องกินยาคุม พอกินยาคุมชะนีก็บ่นอีก เดี๋ยวอ้วน เดี๋ยวสิว หรืออาจจะต้องพึ่งพาถุงยาง จะได้ไม่พลาดแตกใน บางทีอยากจะฟิตเจอริ่งเต็มแก่ เอ้า...ติดไฟแดง สรุปเลยว่าเรื่องฟิตเจอริ่ง เทยชนะขาด (เอ...ชักจะน่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ หาเทยน่ารักๆไว้ฟิตเจอริ่งสักคนดีมั้ย)

     เรื่องราวของสาวประเภทสองยังมีอีกเยอะครับ มีทั้งเรื่องดี และไม่ดี แต่ผมเชื่อว่าเรื่องดีๆน่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสังคมเริ่มจะเปิดรับเรื่องแบบนี้ได้แล้ว รวมไปถึงเพศสภาพอื่นๆ ที่เปิดเผยกันมากขึ้นอีกด้วย อนาคตข้างหน้าของมนุษย์ชาติคงจะวุ่นวายกว่านี้แน่ๆ เพราะคนเรามีสมอง มีการพัฒนาไม่สิ้นสุด ว่าแต่...ขอดูสูติบัตรแฟนคุณแล้วหรือยัง

ตอนที่ 90 (บทความ) _ ฮาโลวีน



ฮาโลวีน

     ณ ตอนที่เขียนบทความนี้คือวันที่ 29 ตุลาคม อีก 2 วัน ก็วันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันฮาโลวีนกันแล้ว ไหนๆก็ใกล้วันฮาโลวีนแล้ว ผมก็เลยขอหยิบเอาประสบการณ์ผีๆมาเล่าสู่กันฟังสักหน่อย ซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดที่จะเขียนเล่านี้ เป็นเหตุการณ์ที่ผมได้เจอมากับตัวเอง จนมันฝังเข้าไปในสมองมานานมาก และดูท่าว่ามันจะไม่ลืมซะด้วย

     แต่ก่อนที่จะไปถึงเหตุการณ์ของผม จะขอบอกกล่าวถึงประวัติย่อๆของวันฮาโลวีนซะก่อน เผื่อว่าใครจะยังไม่รู้

     วันฮาโลวีน ตรงกับวันที่ 31 ตุลาคม ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวตะวันตกว่า มันเป็นวันสิ้นสุดของฤดูร้อน และวันต่อมาคือวันที่ 1 พฤศจิกายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งในวันที่ 31 ตุลาคมนี่เองที่มีความเชื่อว่า มิติคนตาย และคนเป็นจะถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน วิญญาณจากมิติคนตายก็จะมาเข้าสิงร่างคนเป็น เพื่อให้มีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง ทำให้คนเป็นต้องหาวิธีหลบเลี่ยง แล้วหนึ่งในวิธีนั้นก็คือ แต่งผีหลอกผีมันซะเลย วิญญาณที่มาจากมิติคนตายจะได้คิดว่า เราตายแล้ว เป็นผีเหมือนกัน ก็จะไม่เข้าสิงร่าง

     ในวันฮาโลวีนยังมีอะไรอีกมาก แต่ผมก็ไม่ขอเขียนถึงล่ะนะครับ ใครอยากรู้ข้อมูลเพิ่มเติมก็...ที่เดิมครับ กูเกิล

     เอาล่ะครับ มาเข้าเรื่องผีๆในชีวิตของผมกันดีกว่า เรื่องผีๆที่มันจดจำอยู่ในสมองส่วนลึกของผมตั้งแต่เกิดมา จนถึงบัดนี้มีอยู่ 3 เรื่องเก่า และ 1 เรื่องใหม่ ซึ่งคาดว่าเรื่องใหม่ที่พึ่งพบเจอมา ก็คงจะตามไปฝั่งอยู่กับอีก 3 เรื่องเก่าแน่ๆ เพราะมันหลอนจริงๆ

     เริ่มเรื่องแรกกันเลย ตอนนั้นผมเรียนประถมอยู่ครับ น่าจะประมาณ ป.3 ทุกคนคงจำได้นะครับว่า เด็กประถมต้องเรียนวิชา ลูกเสือ-เนตรนารีกันทุกคน ประสบการณ์ผีของผมก็เริ่มมาจากการเรียนลูกเสือนี่แหละครับ

     ณ โรงเก็บของของลูกเสือ (เรียกว่า โรง เพราะมันไม่ใช่ห้อง มันเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวเก่าๆ ตั้งอยู่ข้างๆกำแพงโรงเรียน) วันนั้นมีการจัดระเบียบ และทำความสะอาดโรงเก็บของใหม่ครับ ลูกเสือประมาณ 20 คน ช่วยกันรื้อของออกมาทำความสะอาด บางอย่างก็ทิ้ง เพราะเก่ามาก แล้วผมได้แผ่นเหล็กอะไรก็ไม่รู้มา 2 แผ่น ขนาดประมาณ 3x4 ซม. หนาสัก 2 มม. ผมก็เอามาล้างที่อ่างล้างมือ (อ่างล้างมือที่โรงเรียนจะเป็นบ่อคอนกรีตกว้าง 60 ซม. ยาวน่าจะประมาณ 5 ม.ได้ ลึกก็ประมาณ 30 ซม. แล้วก็มีก๊อกน้ำอยู่ตรงกลาง ยาวตลอดแนวของอ่างล้างมือ) ผมเอาแผ่นเหล็กแผ่นแรกล้างน้ำ ขัดๆๆ จากแผ่นเหล็กดำๆ ก็ใสสะอาดทันที พอมันสะอาดเท่านั้นแหละ ผมต้องรีบโยนทิ้งเลย เพราะในแผ่นเหล็กมีหน้าคนจีนขยับปากพูดอยู่ ทีแรกคิดว่าตาฝาด เลยบอกให้เพื่อนช่วยดู เพื่อนวิ่งเลยครับ ทีนี้ก็แตกตื่นต่างคนต่างวิ่ง จนสรุปสุดท้ายก็ไม่รู้ว่าใครเอาแผ่นเหล็กทั้ง 2 แผ่นไปไหน แล้วทำยังไงกับแผ่นเหล็กนั้นต่อ เพราะผมก็วิ่งเหมือนกัน แล้วก็ไม่เคยถามใครถึงแผ่นเหล็กนั้นอีกเลย (ระวังให้ดี สมาร์ทโฟนที่ถืออยู่ อาจจะมีพลังงานอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ก็ได้)

     เรื่องที่สอง เกิดขึ้นที่บ้านของผมเอง เป็นเหตุกการณ์ที่ผมไม่เคยลืม และจะไม่มีวันลืมเด็ดขาด เพราะเหตุการณ์นี้มีความหมายกับผมมาก

     คืนนั้นผมจำไม่ได้ว่า ทำไมผมถึงไม่นอนในห้องนอนของตัวเอง ผมออกมานอนที่หน้าทีวีทำไม ผมนอนที่ห้องรับแขกหน้าทีวี โดยปูเสื่อ แล้วก็ปูที่นอนปิคนิคบางๆลงไป แน่นอนว่าผมนอนแล้วมันก็ยังแข็งอยู่ดี แต่ผมก็ต้องนอน ผมสะดุ้งตื่นตอนดึก ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันกี่โมงกี่ยามแล้ว เพราะมันมืดจนมองนาฬิกาไม่เห็น (นาฬิกาติดผนังเรือนใหญ่ แต่มันก็อยู่ไกลในมุมมืด เลยมองไม่เห็น) แต่ว่าผมไม่ได้สะดุ้งตื่นเองนี่สิ ดันมีคน (ผี) มาสะกิดขาผมให้ตื่นน่ะสิ ผมตื่นมาแบบงัวเงียๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่น มองไปที่ปลายเท้า เห็นเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง ใส่ชุดสีชาว คล้ายๆชุดพยาบาล เธอยืนนิ่งๆมองมาที่ผม แล้วถามว่า "ทำไมมานอนตรงนี้" แน่นอนว่าผมไม่ได้ตอบ แล้วผมก็มองหานาฬิกา แต่มองไม่เห็น แล้วผมก็มารู้สึกตัวอีกทีเช้าเลย ผมไม่รู้ว่ามันคือความฝัน หรือตื่นขึ้นมาจริงๆ แล้วก็สลบไปอย่างรวดเร็วแบบไม่ทันรู้ตัว แต่สิ่งที่ผมรู้ก็คือ แม่มาหาผม แม่คงเป็นห่วงผม เหตุการณ์นี้ถึงจะเป็นเรื่องผีๆ แต่ผมจะไม่มีวันลืมเด็ดขาดจนวันตาย (เขียนแล้วก็ซึ้ง ปาดน้ำตาสักหน่อย)

     เรื่องที่สาม เกิดขึ้นที่บ้านของผมอีกเช่นกัน โดยสาเหตุของเหตุการณ์ครั้งนั้นผมขอเดาว่า เกิดจากหนังสือการ์ตูนเรื่อง อิตโต้ นักเตะกังฟู ภาค 1 ที่ผมเก็บไว้ในห้องเก็บของแน่นอน

     เพื่อนสนิทของผมเสียชีวิตลงด้วยอุบัติเหตุทางรถมอเตอร์ไซค์ เพื่อนคนนี้จะชอบยืมหนังสือการ์ตูนของผมไปอ่าน และหนึ่งในนั้นคือเรื่อง อิตโต้ นักเตะกังฟู ถ้าผมจำไม่ผิด วันนั้นผมไปงานเผาศพเพื่อนตอนบ่าย แล้วเพื่อนผมก็มาหาในคืนนั้นเลย ห้องนอนของผมจะอยู่ติดกับห้องเก็บของ โดยผมจะนอนหันหัวไปทางห้องเก็บของ (ห้องนอนจะมีหน้าต่างที่เปิดแง้มๆได้ตรงห้องเก็บของ เพราะห้องเก็บของมาสร้างทีหลัง หน้าต่างเลยไปอยู่ตรงนั้น) คืนนั้นผมก็นอนแง้มหน้าต่างตามปกติ แล้วก็มาสะดุ้งตื่นเพราะ มีเสียงกุกกักๆอยู่ในห้องเก็บของ มันดังอยู่นานพอสมควร จนผมคิดได้ว่า เพื่อนผมมาตามหาหนังสือการ์ตูนที่เหลือที่ยังไม่ได้อ่าน หรือไม่ก็เอาหนังสือการ์ตูนที่ยืมไปมาคืนแน่ๆ (ห้องเก็บของ ไม่เคยมีสัตว์ชนิดไหนเข้าไปเลย) ผมได้ยินแล้วก็คิดในใจว่า "ขอให้มีความสุขนะเพื่อน" ที่ผมคิดแบบนั้นเพราะ เพื่อนก็คือเพื่อน ไม่ทำร้ายกันหรอก แล้วผมก็นอนหลับต่อ แล้วเสียงนั้นก็หายไป (จริงๆก็แอบขนลุกเพราะ เพื่อนอยู่เหมือนกัน แต่มันคือเพื่อน เลยไม่กลัวมาก)

     เรื่องที่สี่ เกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมานี่เอง ที่ห้องของผม ณ อพาร์ตเม้นท์ในกรุงเทพ

     มันเป็นวันอาทิตย์ครับ แล้วปกติผมก็จะนอนกลางวันประมาณ บ่ายโมง ถึงบ่ายสาม วันนั้นผมก็นอนกลางวันตามปกตินั่นแหละครับ แต่หลังจากที่ตื่นนอน แล้วลุกไปนั่งดูทีวีที่ปลายเตียงแล้วนี่สิครับ (นั่งพื้นนะครับ หลังผิงฝา แต่นั่งอยู่ใกล้ๆกับปลายเตียง เตียงจะอยู่ทางขวามือ) อยู่ๆก็มีเสียงเหมือนเสียงกรนของผู้ชายดังขึ้นบนที่นอนครับ ได้ยินครั้งแรกนี่ ขนลุก หันขวับไปมองบนที่นอนทันทีเลยครับ ไม่เห็นอะไร ที่นอนก็ยังยับอยู่เหมือนเดิม ก็คิดไปว่าเสียงอย่างอื่นดังมาจากห้องอื่นล่ะมั้ง สักแปปก็ดังอีก ก็หันไปมองอีก ก็ไม่เจออะไร แล้วเสียงกรนมันก็ดังเป็นจังหวะหายใจอยู่ประมาณ 5 ครั้งครับ ผมขนลุกไปทั้งตัว ยันขนหัวลุกเลยครับ แล้วก็รวบรวมความกล้า ลุกไปดูที่ทีนอนแบบใกล้ๆเลย ว่ามันเสียงอะไรกันแน่น พอเข้าไปใกล้ๆที่นอนเสียงก็หายไป แล้วก็ไม่เจอต้นกำเนิดเสียงอะไรด้วย เหตุการณ์นี้ทำเอาผมหลอนมาก เพราะเล่นกันกลางวันแสกๆเลย ผมนอนหลับไม่สนิททั้งอาทิตย์เลยครับ ก็แหม..มันก็มีระแวงบ้างล่ะน่า เกิดมันเปลี่ยนใจจากกลางวันแสกๆ มากรนใส่ตอนกลางคืนทำไงล่ะ แต่ตอนนี้ผมก็ดีขึ้นแล้วครับ คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรแล้วล่ะ (ระวังให้ดี ที่นอนคุณอาจจะมีพลังงานอะไรบ้างอย่างซ่อนอยู่ก็ได้)

     นี่แหละครับ เรื่องผีๆ ต้อนรับวันฮาโลวันที่ผมเอาเหตุการณ์จริงๆของผมมาเล่าสู่กันฟัง ก็ไม่รู้ว่าคนอื่นๆจะเคยเจอเหตุการณ์หลอนอะไรมาบ้างนะครับ แต่ผมมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะกับคนที่กลัวผีเอาไว้ว่า...แฮ่...แบร่ กลัวมั้ยๆ ... ไม่ใช่ละ เล่นเป็นเด็กๆไปได้ ที่ผมอยากจะบอกก็คือ ถ้าคุณเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ขอให้มีสติเอาไว้ก่อนนะครับ เพราะผมเชื่อว่า...ผี ฆ่าคนไม่ได้ แต่ความขาดสติ ตกใจ ประมาทจนทำให้เกิดอุบัติเหตุนั่นแหละครับ ทำให้คนตายได้

ตอนที่ 89 (บทความ) _ แบงค์ใหญ่



แบงค์ใหญ่

     แบงค์ใหญ่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ธนาคารใหญ่ๆนะครับ แต่ผมหมายถึง ธนบัตรที่มีมูลค่าสูงครับ แล้วธนบัตรที่มีมูลค่าสูงสุดก็คือ แบงค์ห้าหมื่น เฮ้ย ไม่ใช่ละ อันนั้นมันมีแต่ในเกมเศรษฐีที่ในอดีตเคยนั่งล้อมวงเล่นกันแล้ว ในชีวิตจริงๆ ธนบัตรที่มีมูลค่าสูงสุดก็คือ แบงค์พันนั่นเอง (หมายถึงแบงค์ที่กดได้ตามตู้ ATM นะครับ เพราะผมคุ้นๆว่า แบงค์ที่มีมูลค่าสูงกว่านี้ก็มี แต่ส่วนมากก็จะเก็บไว้ ไม่นำมาใช้กัน)

     ประเด็นในวันนี้ที่เกิดขึ้นทำให้ผมต้องมาเขียนก็คือว่า เพื่อนผมเขาขอให้เขียนเรื่องแบงค์ใหญ่ให้หน่อย (จริงๆจะให้เขียนเรื่องแบงค์พัน แต่ผมว่าแบงค์ห้าร้อยมันก็มีปัญหานะ เลยขอเป็นเรื่องแบงค์ใหญ่แทนละกัน)

     "ต้น เขียนเรื่องแบงค์พันหน่อยสิ" เพื่อนผมโชว์แบงค์พันให้ผมดู แล้วก็ขอให้เขียนบทความให้หน่อย

     "เขียนอะไรล่ะน่ะ" ผมสงสัย ก็ถามกลับไป

     "มันใช้ยาก เขียนบทความเลย" เพื่อนผมยังคงตั้งใจจะให้ผมเขียน

     หลังจากที่เพื่อนผมขอให้เขียนบทความแล้ว ผมก็งานเข้า ไม่ว่างเขียนเลย จนผ่านมาได้ประมาณหนึ่งอาทิตย์ ก็ว่างเขียนสักที

     ผมเชื่อว่าหลายคนประสบปัญหามาก เวลามีแบงค์พัน หรือแบงค์ห้าร้อยอยู่ในมือตอนที่ไปซื้ออะไรสักอย่างในราคาที่ไม่สูงมากกับร้านค้าทั่วๆไป ที่ไม่ใช่เซเว่น หรือห้างใหญ่ๆ เพราะส่วนมากหลังจากยื่นแบงค์ใหญ่ไปแล้ว จะโดนตอบกลับมาว่า "ไม่มีแบงค์ย่อยเหรอ" หรือ "ไม่มีทอน" งานเข้าสิครับ รับของมาแล้ว แต่จ่ายตังค์ไม่ได้ วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามี 3 ทางคือ เราค้นแบงค์ย่อย หรือเศษตังค์จ่าย, เราไปหาแตกตังค์มาจ่าย และเจ้าของสินค้าไปหาแลกตังค์มาทอน

     ไม่ว่าบทสรุปจะเป็นข้อไหน แต่สุดท้ายแล้วเชื่อเลยว่า คนที่ได้ถือแบงค์ใหญ่ต่อ ก็จะปวดหัวต่อไปอีก ส่วนคนที่ได้แบงค์ย่อยก็สบายใจล่ะ ไปใช้จ่ายอะไรต่อก็ง่ายแล้ว

     คนส่วนมากเวลามีแบงค์ใหญ่อยู่ในมือ ก็จะต้องหาทางแตกให้มันเป็นแบงค์ย่อยซะก่อน โดยเชื่อเลยว่าไม่พ้นเซเว่น หรือห้างใหญ่ๆที่คาดว่าน่าจะมีตังค์ทอนแน่นอน แต่ก็มีบางครั้งนะครับที่ขนาดเซเว่นยังไม่มีทอน เพราะผมเคยเจอมาแล้วครับ เล่นเอางงเป็นไก่ตาแตกเลยครับ แต่พนักงานก็แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน โดยไปยืมตังค์เคาน์เตอร์ข้างๆมาทอนก่อน ผมนี่คิดไม่ออกเลยครับว่า ถ้าคิวต่อไปจ่ายแบงค์ใหญ่อีก พนักงานเซเว่นคนนั้นจะทำปวดหัวรึเปล่า

     ในเมื่อแบงค์ใหญ่มันเป็นปัญหาระดับชาติ (เวอร์ไปรึเปล่า) ทางธนาคารก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้ทำการแก้ปัญหาที่ตู้ ATM ให้มีปุ่มกดถอน 200, 400, 900 ฯลฯ เพื่อให้ประชาชนได้หลีกเลี่ยงแบงค์ใหญ่ แต่เออ...มันใช่เหรอครับ ปุ่มกดถอนที่เลือกจำนวนเงินเองก็มี ไอ้ปุ่ม 200, 400, 900 ไม่ต้องก็ได้มั้งครับ หรือว่าผมมองประเด็นผิดไป จริงๆแล้วทางธนาคารไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงแบงค์ใหญ่ แต่แค่ให้มันถอดรวดเร็วขึ้นเท่านั้นถ้าผมเข้าใจผิด ผมก็ขอโทษด้วยนะครับ

     อะ ไหนๆก็มีปุ่ม 200, 400, 900 ฯลฯ มาให้กดละ ผมก็ใช้บริการสักหน่อย ว่าแล้วก็กดเลย 400 บาท กดเสร็จก็ก้มหน้าดูที่ช่องเงินออก เอ๊ะ...เงียบกริบ เสียงเครื่องไม่ดัง ตังค์ไม่ออก เงยหน้าดูจอใหม่ว่าเกิดอะไรขึ้น เจอข้อความเตือนว่า ตู้นี้มีเฉพาะธนบัตรฉบับละ 500 และ 1,000 บาทเท่านั้น กรุณากดตามจำนวนที่ถอนได้ อ้าวเฮ้ย...พระเจ้าช่วยกล้วยทอด กูไม่อยากได้แบงค์ใหญ่ ว่าแล้วก็ต้องไปหาตู้อื่นกด หรือไม่ก็กดแบงค์ใหญ่มา แล้วไปแตกที่เซเว่นแก้ปัญหานี้ต่อไป

     ทำไมไม่มีใครคิดปุ่มเลือกแบงค์ไปเลยเนอะ กด 1,000 บาท เลือกแบงค์ 500 บาท 1 ฉบับ เลือกแบงค์ 100 บาท 5 ฉบับ หรือแบงค์ 100 บาท มัน 10 ฉบับไปเลย ผมว่าถ้ามีแบบนี้ประชาชนน่าจะมีความสุข ไม่ต้องกลัวว่า มีแบงค์ใหญ่ในมือแล้วไปซื้อราคาถูกลำบากใจ (หรือมีคนคิดแล้ว แต่มันทำยากก็ไม่รู้นะ)

     ในอนาคตก็ไม่แน่นะครับว่า ปุ่มเลือกแบงค์อย่างที่ผมว่าไปนั้น มันอาจจะมีจริงๆก็ได้ หรืออาจจะเป็นของใหม่แบบ 'ตู้แลกตังค์' ก็ได้นะครับ เอาแบงค์ใหญ่ไปแลกเป็นแบงค์ย่อย หรือเอาแบงค์ย่อยไปแลกเป็นแบงค์ใหญ่ เพราะบางคนไปจ่ายค่างวดรถ ค่างวดบ้าน หรือคนที่ต้องใช้เงินสดซื้อของแพงๆ จะให้พกแบงค์ร้อยไปจ่ายมันก็ดูแบบ...เงินเยอะเนอะ มีเป็นปึกๆเลย

     ออกจากเรื่องตู้ ATM มาสู่แบงค์ใหญ่ในมือกันดีกว่า ผมเคยไปกินข้าวที่ร้านข้าวข้างทางครับ ตอนกินก็คิดว่ามีแบงค์ร้อยอยู่ แต่ที่ไหนได้ล่ะ กินเสร็จจะจ่ายตังค์ เปิดกระเป๋าตังค์ดู เฮ้ย...แบงค์ร้อยหายไปไหน แหงนมองร่มใหญ่ๆของร้านข้าว (ร้านข้างทาง เป็นรถเข็น กางร่มใหญ่ๆ แล้วมีโต๊ะเรียงอยู่แค่ 3 โต๊ะเอง) สักแปปก็คิดออก เออ...เราจ่ายค่าหนังสือไปแล้วนี่หน่า ลืมซะสนิทเลย ทีนี้งานเข้าสิครับ เหลือแบงค์พันอยู่แบงค์เดียวทำไงดีล่ะ แถวนั้นไม่มีตู้ ATM ไม่มีเซเว่นซะด้วย จะจ่ายแบงค์พันเลยก็คงโดนบ่นแน่ๆ เพราะข้าวแค่ 40 บาท ทะลึ่งจ่ายแบงค์พัน นั่งคิดอยู่แบบนึง ก็ลุกไปจ่ายตังค์...แบงค์พันมันนั่นแหละครับ ก็แหม มันเหลืออยู่แบงค์เดียว จะให้ทำยังไงล่ะ

     "มีทอนมั้ยครับ" ผมชูแบงค์พันขึ้นให้แม่ค้าดูแบบหน้าตาใสซื่อ บริสุทธิ์ พยายามแอ๊บแบ๊วให้น่ารักที่สุดเท่าที่จะทำได้ เผื่อว่าแม่ค้าจะเห็นหน้าแล้วไม่อยากบ่นใส่

     แม่ค้าไม่ตอบอะไร แต่ทำหน้าประมาณว่า...ไอ้นี่ กวน... แล้วก็หยิบเอาแบงค์พันในมือของผมไป ก่อนจะล้วงๆๆผ้ากันเปื้อน (รึเปล่า ที่แม่ค้าเขาใส่กันน่ะ เรียกว่าอะไรก็ไม่รู้) แล้วก็เอาตังค์ออกมาทอนผม 960 บาทถ้วน เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ร้านข้าวข้างทางแบบรถเข็น บางร้านก็เงินเยอะมิใช่เล่นเลยนะครับท่าน

     แบงค์ใหญ่มันดีนะครับ เวลาไปซื้อของที่มูลค่าเยอะๆ หรือไปซื้อของในห้าง ไปกินข้าวร้านหรูๆ แต่มันจะเป็นปัญหาระดับชาติทันที ถ้ามีแบงค์ใหญ่ แล้วต้องซื้อของที่มูลค่าน้อยๆ ที่ร้านขายของชำเล็กๆ หรือไปกินข้าวจานละแค่ 40 บาท

     แนวทางแก้ปัญหาที่เห็นได้ชัดคือ เวลากด ATM ก็กดเป็นแค่แบงค์ 100 ก็พอ แต่กดหลายๆครั้งหน่อย ถ้าโชคร้ายเจอตู้ที่มีแต่แบงค์ 500 และ 1,000 ก็กดแล้วไปเซเว่น ซื้อลูกอมสัก 10 บาท จ่ายแบงค์ 500 ให้พนักงานได้ด่าในใจเล่นๆก็แล้วกันครับ

     แบงค์ใหญ่เป็นปัญหาระดับชาติก็จริงอยู่ แต่ถ้ามีพกติดตัวไว้ ไปไหนก็อุ่นใจนะครับ ส่วนการที่ไม่มีสักแบงค์นี่สิ ปัญหาระดับชีวิตเลยนะครับ...แหม่